จากร้านอาหารและโรงแรม สู่ประสบการณ์แบรนด์ไลฟ์สไตล์แบบจมหัว
ประสบการณ์แบรนด์ไลฟ์สไตล์คือการที่แบรนด์ออกแบบการมีส่วนร่วมกับลูกค้าให้ครอบคลุมหลายมิติของชีวิต ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้า แต่เป็นการผสานอาหาร ศิลปะ เวลเนส และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างมีเรื่องเล่า เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์และตัวตน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกของแบรนด์ในทุกสัมผัส ตั้งแต่มองเห็น ลิ้มรส ไปจนถึงใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดเจนคือความหรูหราไม่เท่ากับความแพงอีกต่อไป แต่คือความหมายและความสัมพันธ์ แบรนด์อาหาร โรงแรม และรีเทลระดับพรีเมียมกำลังขยับจากบริการแบบธุรกรรมสั้นๆ ไปสู่การออกแบบประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟที่ดึงให้คนดื่มด่ำอยู่กับแบรนด์นานขึ้น ทั้งทางสายตา ชิมรส และการใช้ร่างกาย โดยมีแกนสำคัญคือการสร้างชุมชนเวลเนสและพื้นที่พบปะที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่แสวงหาความหมายและสุขภาพไปพร้อมกัน
OOTOYA x Juli Baker and Summer ศิลปะและอาหารที่ต่อยอดถึงชีวิตประจำวัน
โอโตยะ แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับภายใต้การบริหารของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด เดินเกมประสบการณ์แบรนด์ด้วยกลยุทธ์ Art Collaboration จับมือกับ Juli Baker and Summer หรือป่าน ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ศิลปินและนักวาดภาพที่มีผลงานสีสันสดใส เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษภายใต้แนวคิด Inspired by Taste, Crafted as Art ท่าทีนี้สะท้อนชัดว่าแบรนด์ไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขายความทรงจำและรสนิยมผ่านวัตถุในชีวิตประจำวัน คอลเลกชันนี้ถ่ายทอดความทรงจำของศิลปินที่มีต่อโอโตยะลงบนแก้วเซรามิกและแก้วเก็บความเย็น 4 ลวดลาย ซึ่งทั้งสองแบบมีราคาตั้งแต่ 390 บาทสำหรับแก้วเซรามิก ไปจนถึง 420 บาทสำหรับแก้วเก็บความเย็น และผลิตจำนวนจำกัด นี่คือการต่อยอดความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไปสู่ศิลปะและของใช้ ทำให้ลูกค้าพกพาเรื่องราวของโอโตยะออกจากร้าน เชื่อมประสบการณ์การกิน เข้ากับการแต่งบ้าน การทำงาน และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

อาหารระดับมิชลินและค็อกเทลแบบอิมเมอร์ซีฟในโลกของ MGallery Collection
ในฝั่งโรงแรมบูติก MGallery Collection เลือกยกระดับความหรูหราให้จับต้องได้ผ่านลิ้นและบทสนทนา ด้วยการร่วมมือกับเชฟแพม พิชญา สุนทรญาณกิจ เชฟมิชลินสตาร์ผู้ก่อตั้งร้าน Potong เพื่อสร้างคอนเซ็ปต์การจับคู่รสชาติแบบอิมเมอร์ซีฟที่เปลี่ยนการดื่มยามค่ำคืนให้กลายเป็นการสัมผัสศาสตร์อาหารอย่างประณีตร่วมกัน ความร่วมมือนี้ถูกถ่ายทอดผ่านโรงแรมในคอลเลกชันที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 16 แห่งทั่วโลก ทำให้บาร์กลายเป็นจุดหมายของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ที่นั่งดื่ม หัวใจของแนวคิดนี้คือการให้รสชาติของอาหารทานเล่นและค็อกเทลพูดคุยกันเหมือนบทสนทนา เชฟแพมใช้ปรัชญา 5 รสชาติ 5 อารมณ์ในการสร้างสมดุลของรสที่ปลุกความรู้สึกและเชื่อมโยงผู้คน เมื่อจับคู่เมนูอย่างปูรสละมุนกับค็อกเทล Midnight Fizz Society หรือทาร์ทาร์พร้อมคาเวียร์กับ Prohibition Martini ประสบการณ์ไม่ได้อยู่ที่ความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เรื่องเล่าที่แต่ละคู่รสสร้างขึ้น ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินทางผ่านรสชาติไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง

BroooCATION RUN และการเกิดขึ้นของชุมชนเวลเนสในโลกรีเทลและร้านอาหาร
เมื่อสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ห้างเซ็นทรัลในเครือเซ็นทรัล รีเทลจึงผนึกกำลังกับแบรนด์ในเครือ CRG อย่าง OOTOYA TOKUSEN และ Brooo สร้างกิจกรรม BroooCATION RUN เพื่อผสาน Wellness, Lifestyle และ Community เข้าด้วยกัน ต่อยอดคอมมูนิตี้คนรักการวิ่งสู่ประสบการณ์ Wellness & Lifestyle ที่ชวนเบิร์นแคลอรีและเติมพลังไปพร้อมกัน แนวทางนี้สอดคล้องกับการวางตัวของห้างในฐานะ Urban Active Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงผู้คน แบรนด์ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน กิจกรรมครั้งนี้ออกแบบให้การวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่พบปะ แชร์โมเมนต์ และสร้างความสัมพันธ์ โดยใช้คอนเซ็ปต์ Where Energy Meets Calories ให้ทุกแคลอรีที่เผาผลาญระหว่างทางแปลงกลับเป็นมื้อพิเศษหลังเส้นชัย สะท้อนการผสานเวลเนสและอาหารอย่างมีความหมาย การสร้าง Community Run ครั้งที่ 3 แสดงให้เห็นว่าแบรนด์พรีเมียมกำลังใช้ชุมชนเวลเนสเป็นกลยุทธ์หลักในการแตกต่าง สร้างความภักดี และฝังตัวเองเข้าไปในชีวิตประจำวันของลูกค้า

จากธุรกรรมสู่ความผูกพันหลายมิติ อนาคตของแบรนด์พรีเมียม
เมื่อมองภาพรวมของโอโตยะ MGallery Collection และ BroooCATION RUN จะเห็นทิศทางเดียวกันคือการขยับออกจากการขายแบบธุรกรรม ไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ครอบคลุมหลายมิติของชีวิต ทั้งศิลปะและอาหาร ความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารในแต่ละแบรนด์ถูกต่อยอดไปสู่ของใช้สุดพิเศษ ค็อกเทลที่เล่าเรื่อง และกิจกรรมวิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงการบริโภคแล้วจบ สิ่งสำคัญคือแบรนด์เหล่านี้เข้าใจว่าคน Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ การแสดงออกถึงตัวตน และการเลือกใช้สินค้าและบริการที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง การสร้างชุมชนเวลเนสและการออกแบบประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟจึงไม่ใช่ลูกเล่น แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของความหรูหรา ที่วัดจากความหมาย การแบ่งปัน และบทบาทของแบรนด์ในชีวิตของผู้คน แบรนด์ที่อยากรักษาสถานะพรีเมียมในยุคนี้ จึงต้องคิดให้ไกลกว่าเมนูและโปรโมชัน และถามตัวเองให้ชัดว่า จะเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของลูกค้าอย่างมีเรื่องเล่าและคุณค่าร่วมกันได้อย่างไร






