AI ยุทธศาสตร์องค์กร: จากโครงการทดลองสู่หัวใจการเติบโต
AI ยุทธศาสตร์องค์กร คือการวางปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนของทิศทางธุรกิจ กระบวนการทำงาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่โครงการทดลองชั่วคราวหรือแคมเปญการตลาด แต่เป็นการผูกโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล คน และโมเดลธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้ AI สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสเติบโตใหม่อย่างต่อเนื่องในทุกหน่วยงานขององค์กร
ภาพที่ชัดขึ้นกำลังมาจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่หันมาใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ไทย อย่างจริงจัง ทั้งการลงทุน Private AI infrastructure การสร้างระบบ AI ประมาณการ และการยกเครื่องระบบงานหลักแทบทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงพูดถึง AI ในงานแถลงข่าวแล้วจบลงที่ POC ที่ไม่เคยถูกใช้งานจริงอีกต่อไป
กรณีของ BBIK, SAMART, CHAYO และทิพยประกันชีวิต สะท้อนชัดว่า AI ที่ฝังอยู่ในยุทธศาสตร์องค์กรเริ่มแปลงเป็นกำไรและกระแสเงินสด ไม่ใช่เพียงสไลด์นำเสนอ นักลงทุนจึงควรจับตาไม่ใช่แค่ว่าใครพูดเรื่อง AI ได้ไกล แต่ใครทำได้ลึก เชื่อมกับตัวเลขผลประกอบการที่ตรวจสอบได้
SAMART: ปูฐาน Private AI และโครงสร้างพื้นฐานก่อนขายโลกภายนอก
กลุ่ม SAMART เลือกเดินเกม AI ตรงข้ามกระแสเห่อเปิดตัวโซลูชันสำเร็จรูป แต่เริ่มจากในบ้าน วางรากฐาน Private AI และโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีให้แน่นก่อนขยายออกไปสู่ลูกค้า วาทะ “ข้อมูลไม่หลุด” ไม่ได้เป็นแค่สโลแกน แต่ถูกแปลงเป็นแนวคิด Private AI ที่ประมวลผลบน Local Cloud หรือ On-Premise เพื่อรับโจทย์ความปลอดภัยข้อมูลระดับองค์กร
ผลลัพธ์เชิงตัวเลขชี้ว่าทิศทางนี้ไม่ได้ถ่วงการเติบโต ตรงกันข้าม รายได้รวมงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% ขณะที่กำไรสุทธิ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีก่อน พร้อม Backlog ในมือมุ่งสู่เป้าหมาย 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ผ่านแผนเข้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ SAMART ไม่มอง AI แยกจากธุรกิจหลัก แต่ผูกเข้ากับยุทธศาสตร์สร้าง New S-Curve ผ่าน Private AI, Cyber Security, Data Center และ EV Charger โครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทเชี่ยวชาญมานานกลายเป็นฐานเดิมให้ AI เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มากกว่าจะเป็นการเดิมพันเสี่ยงครั้งใหม่

BBIK และ CHAYO: ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และ AI ในสนามการเงินจริง
BBIK แสดงให้เห็นว่า AI ยุทธศาสตร์องค์กรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้เล่นเทคโนโลยีเชิงโครงสร้าง แต่วิ่งลึกเข้าไปในธุรกิจบริการและการเงิน บริษัทกำลังใช้กระแสเมกะเทรนด์ AI เป็นแรงขับหลักของบริการที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร โดยเฉพาะโครงการ AI, Cloud Migration และการยกระดับ Core System ซึ่งหนุนให้รายได้รวมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และกำไร 162 ล้านบาท เติบโต 11% เมื่อเทียบปีก่อน
ประเด็นคือ BBIK ไม่ขาย AI เป็นโครงการเดี่ยว แต่ผนวกเป็นแกนของ Digital Enterprise Transformation และคาดว่าสัดส่วนรายได้จาก AI-Driven projects จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปีหน้าซึ่งจะผลักดันการเติบโตต่อเนื่อง นี่คือการใช้ AI เป็นเครื่องยนต์รายได้ระยะยาว ไม่ใช่เพียงส่วนเสริมเล็ก ๆ
ด้าน CHAYO เลือกนำ AI ลงสนามที่ยากที่สุดแห่งหนึ่งคือการบริหารหนี้และ NPA บริษัทประกาศใช้ AI ยกระดับบริหารหนี้และต่อยอด NPA พร้อมตัวเลขกำไรส่วนบริษัทใหญ่ครึ่งปีแรกโต 15.5% และ Cash Collection เพิ่ม 14% ซึ่งชี้ชัดว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงระบบสวยหรู แต่ช่วยปรับประสิทธิภาพและการตัดสินใจในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ดีขึ้นจริง

ทิพยประกันชีวิต: กลยุทธ์ “Grow together with AI” และประสบการณ์ลูกค้ายุคใหม่
ในอุตสาหกรรมประกันที่โครงสร้างผลิตภัณฑ์ดูนิ่งมานาน ทิพยประกันชีวิตเลือกแตกต่างด้วยการประกาศกลยุทธ์ “Grow together with AI” อย่างเป็นทางการ เน้นใช้ AI แทรกทุกมิติของการดำเนินงาน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริการ ไปจนถึงวิธีทำงานของพนักงาน จุดยืนนี้ทำให้ AI ไม่ใช่ทีมพิเศษขนาดเล็ก แต่เป็นเลนส์ที่องค์กรใช้มองทั้งธุรกิจ
ผลประกอบการครึ่งปีแรกจึงไม่ได้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เบี้ยประกันภัยรับรวมแตะ 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เบี้ยรับใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่ม 36.5% และกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 194% เมื่อเทียบปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้คำว่า “Grow together with AI” มีน้ำหนักเชิงพิสูจน์ ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู
แกนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ 4 เสาหลัก ได้แก่ New Product Innovation ที่ใช้ Big Data และ AI ถอด Customer Insights, Service Excellence ที่เน้นความเร็วและความต่อเนื่องของบริการ, AI-Driven Workspace ที่ช่วยลดงานซ้ำ และ Employee Engagement ที่ผลักดันให้คนกล้าเสนอไอเดียใหม่ นี่คือภาพของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ไทย ที่เริ่มจากการออกแบบประสบการณ์ลูกค้าและวัฒนธรรมงาน ไม่ใช่แค่ติดตั้งระบบ
บทสรุป: AI ไม่ใช่คำโฆษณา แต่คือสมการผลตอบแทน
เมื่อดูเคส SAMART, BBIK, CHAYO และทิพยประกันชีวิตร่วมกัน จะเห็นภาพร่วมสำคัญ: ทุกบริษัทสัมพันธ์ AI กับตัวเลข ไม่ใช่กับสไลด์สวยงาม SAMART ใช้ Private AI infrastructure เป็นฐานสร้าง New S-Curve ควบคู่กับ Backlog หลายหมื่นล้าน BBIK เปลี่ยนบริการที่ปรึกษาให้กลายเป็น AI-Driven projects ที่รองรับดีมานด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ไทย ที่ยังขยายตัว
CHAYO แทรก AI เข้าในเส้นเลือดของการบริหารหนี้และ NPA เพื่อดันกำไรและ Cash Collection ให้เติบโตสองหลัก ขณะที่ทิพยประกันชีวิตแสดงให้เห็นว่า “Grow together with AI” สามารถเชื่อมกับการเติบโตของเบี้ยประกันและกำไรสุทธิระดับหลายสิบถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ได้
บทเรียนสำคัญคือ องค์กรที่มอง AI เป็นยุทธศาสตร์องค์กร จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และคน ก่อนพูดเรื่องแคมเปญ AI และวัดผลจากรายได้ กำไร และความต่อเนื่องของธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนโครงการทดลอง ใครที่ยังมอง AI เป็นแฟชั่นกำลังเสียเวลาแข่งขันกับคู่แข่งที่มองมันเป็นสมการผลตอบแทนไปแล้ว







