ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

JBL รุกตลาดหูฟัง open-ear ด้วยสีและรูปแบบการสวมใส่ที่หลากหลาย

JBL รุกตลาดหูฟัง open-ear ด้วยสีและรูปแบบการสวมใส่ที่หลากหลาย
ความสนใจ|ฟังเพลง

หูฟัง open-ear คืออะไร และทำไม JBL ถึงลงแรงกับตลาดนี้

หูฟัง open-ear คือหูฟังที่ออกแบบให้ไดรเวอร์เสียงวางอยู่ด้านนอกช่องหู ไม่ปิดสนิทเหมือนหูฟังแบบ in-ear หรือ over-ear ทำให้ผู้ใช้ยังได้ยินเสียงรอบตัวขณะฟังเพลง ลดอาการอึดอัดและล้าจากแรงกดทับเมื่อสวมใส่ต่อเนื่อง เหมาะกับการใช้งานระหว่างเดินทาง ทำงาน หรือออกกำลังกายที่ต้องระวังสภาพแวดล้อมรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้งเรื่องความสบาย การรับรู้เสียงภายนอก และความปลอดภัยในชีวิตประจำวันมากกว่าการตัดขาดจากโลกภายนอกแบบหูฟังตัดเสียงรบกวน ทิศทางล่าสุดของ JBL สะท้อนชัดว่าบริษัทเชื่อในโอกาสของตลาดหูฟัง open-ear ที่เน้นความสบายและการใช้งานจริงมากกว่าตัวเลขสเปกเพียวๆ การเปิดตัวสีใหม่ของ JBL Soundgear Clips และไลน์ใหม่อย่าง WAVE BUDS 3 WAVE BEAM 3 และ WAVE FLEX 3 จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มรุ่น แต่เป็นการจัดพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมทุกความชอบด้านการสวมใส่ผู้ใช้มีทางเลือกทั้งหูฟังแบบหนีบใบหูและดีไซน์ true wireless ที่เน้นฟิตแบบต่างกันเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลาย

JBL Soundgear Clips สี Jade Green และ Ruby Red การจับมือแฟชั่นกับเทคโนโลยี

บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัดได้เปิดตัว JBL Soundgear Clips สีใหม่ Green และ Red ในฐานะหูฟัง open-ear ดีไซน์โปร่งแสงที่เน้นแฟชั่นพอๆ กับฟังก์ชัน เฉดสีเขียวมรกตและแดงทับทิมในวัสดุโปร่งแสงช่วยให้เห็นแผงวงจรภายในเพิ่มมิติความหรูหราแบบอัญมณี ตอบโจทย์คนที่มองหาหูฟังเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งมากกว่าก้อนพลาสติกบนใบหู จุดแข็งที่แท้จริงคือดีไซน์หูฟังแบบหนีบใบหูที่มีความยืดหยุ่นสูง สวมร่วมกับต่างหูหรือแว่นกันแดดได้โดยไม่เกะกะ สำหรับคนที่ไม่ชอบจุกซิลิโคนอุดหูหรือเคยเจออาการล้าจากการใส่หูฟังยาวๆ นี่คือการออกแบบที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างตรงจุด JBL ใช้เทคโนโลยี JBL OpenSound ร่วมกับดีไซน์ SonicArc ให้ไดรเวอร์อยู่ภายนอกรูหูเพื่อลดแรงกดทับและเพิ่มความสบายระยะยาว ขณะเดียวกันยังเสริม Bass Boost ให้เสียงเบสมีมวลไม่บางจนเสียอรรถรส

ในด้านการใช้งาน JBL เลือกใส่ฟีเจอร์ระดับหูฟังหลักไม่ใช่แค่รุ่นแฟชั่น ไมโครโฟน 4 ตัวพร้อมระบบ AI-powered Call Processing ช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างให้เสียงพูดชัดเจนแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเสียงดัง และตัวหูฟังรองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 ทำให้การใส่ไปออกกำลังกายหรือเดินกลางฝนเบาๆ ไม่ใช่เรื่องต้องกังวล ด้านแบตเตอรี่ JBL ระบุว่าสามารถสตรีมเพลงได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อรวมกับเคสชาร์จจะใช้ได้สูงสุดถึง 32 ชั่วโมง พร้อมชาร์จเร็ว 10 นาทีฟังต่อได้อีก 3 ชั่วโมง หรือกล่าวได้ว่านี่คือหูฟังแบบหนีบใบหูที่ใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องคิดมากเรื่องแบตเตอรี่ ราคาวางจำหน่าย 4,990 บาทจัดอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางพรีเมียม เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และประสบการณ์สวมใส่มากกว่าการจ่ายต่ำสุดเท่าที่ทำได้

รายละเอียดJBL Soundgear Clipsความหมายต่อผู้ใช้
ดีไซน์หูฟังแบบหนีบใบหู open-ear โปร่งแสงสวมสบาย ใช้คู่ต่างหู แว่นได้ ไม่อุดหู
สีใหม่Green และ Red เฉดมรกต ทับทิมตอบโจทย์สายแฟชั่น ใช้แทนเครื่องประดับ
แบตเตอรี่ใช้งานสูงสุด 32 ชั่วโมงรวมเคสชาร์จฟังได้ทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์จบ่อย
ราคา4,990 บาทระดับกลาง สำหรับคนที่ให้ค่ากับดีไซน์และฟีเจอร์
JBL รุกตลาดหูฟัง open-ear ด้วยสีและรูปแบบการสวมใส่ที่หลากหลาย

ไลน์ JBL WAVE 3 เลือกฟิตที่ใช่แทนการบังคับผู้ใช้ให้ปรับตัว

ฝั่งหูฟัง true wireless JBL เดินเกมด้วยตระกูลใหม่ WAVE BUDS 3 WAVE BEAM 3 และ WAVE FLEX 3 ที่เน้นให้ผู้ใช้เลือกสไตล์การสวมใส่ได้เองมากกว่าการยัดทุกคนเข้าแม่พิมพ์เดียว ทั้งสามรุ่นถูกออกแบบให้ใช้คุณภาพเสียงในแบบ JBL และฟังก์ชันพื้นฐานใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันตรงฟิตบนใบหูและระดับการปิดหูเพื่อรองรับฉากการใช้งานต่างๆ JBL WAVE BUDS 3 มาพร้อมบอดี้แบบบัดส์ขนาดกะทัดรัดที่ยึดเกาะในช่องหูแน่นเป็นพิเศษ เหมาะกับคนที่ต้องการฟิตแน่นเวลาเดินทางหรือออกกำลังกาย ส่วนเคสชาร์จใช้ดีไซน์ dual side pop สามารถหยิบหูฟังออกได้จากทั้งสองด้าน ลดความหงุดหงิดเวลาใช้งานประจำวัน ในแง่น้ำหนักตัวหูฟังรุ่นนี้อยู่ราว 4.87 กรัมต่อข้าง ซึ่งจัดว่าค่อนข้างเบาในกลุ่มหูฟังแนวฟิตแน่น

JBL WAVE BEAM 3 เลือกทางสายกลางด้วยรูปแบบ short stick ที่อุดหูและช่วยให้เสียงกระชับขึ้น แต่ยังเน้นความสบายเวลาใส่ทั้งวัน ตัวเคสถูกทำให้เล็กลงจากรุ่นก่อนเพื่อพกใส่ง่ายกว่าเดิม ขณะที่ JBL WAVE FLEX 3 สวมแบบไม่ปิดหูเน้นการฟังไปพร้อมกับรับรู้เสียงรอบตัว เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับสายทำงาน เล่นมือถือ หรือเดินทางในเมืองที่ต้องระวังสภาพแวดล้อม WAVE FLEX 3 ใช้ไดรเวอร์ 11 มิลลิเมตรใหญ่กว่าสองรุ่นแรกเพื่อชดเชยการไม่ปิดหูและรักษามวลเสียงให้ยังสนุกกับเพลง ทั้งสามรุ่นใช้โทนเสียง JBL Deep Bass ที่เน้นเบสทรงพลังเหมือนกัน และรองรับระบบไมโครโฟนหลายตัวเพื่อช่วยให้การคุยโทรศัพท์ในที่เสียงดังยังชัดเจน โดย WAVE BUDS 3 และ WAVE BEAM 3 มีไมค์ 4 ตัว ส่วน WAVE FLEX 3 มีมากถึง 6 ตัว นี่คือการออกแบบที่วางผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เลือกฟิตตามชีวิตของแต่ละคนแทนที่จะให้ทุกคนปรับตัวเข้าหูฟัง

การจัดพอร์ตฟีเจอร์และแบตเตอรี่ สัญญาณว่าตลาดไม่ได้เอาแต่มอง ANC

หากมองภาพรวมฟังก์ชัน JBL วางไลน์ WAVE ให้ผู้ใช้เลือกว่าต้องการตัดเสียงรบกวนมากแค่ไหน โดย WAVE BUDS 3 และ WAVE BEAM 3 มีระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟพร้อมโหมดรับเสียงภายนอกให้สลับระหว่างการจดจ่อกับการรับรู้รอบตัวได้ตามสถานการณ์ ส่วน WAVE FLEX 3 ใช้แนวคิดหูไม่ปิด ร่วมกับระบบลดเสียงรบกวนสี่ไมค์และฟังก์ชันรับเสียงภายนอก เพื่อให้การฟังแบบฟังไปทำกิจกรรมอื่นไปยังคงปลอดภัยและสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ในด้านแบตเตอรี่ ทั้งสามรุ่นให้เวลาฟังสูงสุดราว 10 ชั่วโมงเมื่อปิดระบบตัดเสียงหรือระบบลดเสียงรบกวน และรวมกับเคสจะได้สูงสุดราว 40 ชั่วโมง พร้อมการชาร์จเร็ว 10 นาทีใช้ได้ราว 3 ชั่วโมง เมื่อเปิดระบบตัดเสียง WAVE BUDS 3 และ WAVE BEAM 3 ใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อหูฟัง และรวมเคสราว 32 ชั่วโมง ส่วน WAVE FLEX 3 ให้ราว 7 ชั่วโมงต่อหูฟังและรวมเคสราว 35 ชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้สื่อสารชัดว่า JBL ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง ANC แรงจัดแต่แบตหมดไว บริษัทเลือกสมดุลระหว่างการควบคุมเสียงและความทนทานแบตเตอรี่เพื่อให้ผู้ใช้ใช้งานได้ทั้งวัน

ข้อสรุปสำหรับคนกำลังมองหาหูฟัง open-ear และ true wireless รุ่นใหม่

การเปิดตัว JBL Soundgear Clips สี Jade Green และ Ruby Red พร้อมแบตเตอรี่รวมสูงสุด 32 ชั่วโมงในราคา 4,990 บาท บวกกับไลน์ WAVE BUDS 3 WAVE BEAM 3 และ WAVE FLEX 3 ที่ให้ผู้ใช้เลือกฟิตในแบบของตัวเอง แสดงให้เห็นว่าตลาดหูฟังไม่ได้มีแค่ทางเลือก in-ear ตัดเสียงรบกวนอีกต่อไป JBL กำลังผลักดันแนวคิดว่าความสบาย การรับรู้เสียงรอบตัว และการออกแบบที่เข้ากับสไตล์ส่วนตัวสำคัญไม่แพ้สเปกตัวเลขหรือฟีเจอร์ ANC หูฟังแบบหนีบใบหูอย่าง Soundgear Clips เหมาะกับคนที่เกลียดจุกหูฟัง แต่ต้องการหูฟังที่ดูดีใส่แล้วเสริมภาพลักษณ์ ในขณะที่ตระกูล JBL WAVE เหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบ true wireless และต้องการเลือกให้ตรงกับพฤติกรรมของตัวเอง ถ้าอยากฟิตแน่นเลือก BUDS 3 ถ้าชอบฟิตสายกลางมี BEAM 3 และถ้าให้ความสำคัญกับการรับรู้เสียงภายนอกมากที่สุด WAVE FLEX 3 ก็เป็นตัวเลือกที่ตรงเป้า สำหรับผู้อ่านที่กำลังจะเปลี่ยนหูฟังใหม่ จุดที่ควรคิดไม่ใช่แค่เสียงดีหรือแบตอึด แต่คือการถามตัวเองว่าต้องการให้หูฟังอยู่กับชีวิตแบบไหน ถ้าคำตอบคืออยากฟังเพลงไปพร้อมกับเห็นโลกข้างนอกอย่างชัดเจน แนวทาง open-ear และฟิตหลากหลายสไตล์ของ JBL คือสัญญาณว่าตลาดกำลังก้าวตามคุณ ไม่ใช่บังคับให้คุณก้าวตามอุปกรณ์

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!