นิยามความขัดแย้งใหม่ของ AI คณิตศาสตร์
ความขัดแย้งเรื่อง AI คณิตศาสตร์คือสถานการณ์ที่บริษัทปัญญาประดิษฐ์ประกาศว่าระบบของตนแก้ปัญหาทฤษฎีคณิตศาสตร์ยากระดับโลกได้ แต่ถูกนักวิชาการตั้งคำถามทั้งด้านความถูกต้อง วิธีวิจัย ความโปร่งใส และการให้เครดิต ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างแรงผลักดันเชิงแข่งขันของธุรกิจเทคโนโลยีกับบรรทัดฐานของชุมชนวิจัยคณิตศาสตร์ที่เน้นการพิสูจน์และตรวจสอบอย่างเข้มงวด หัวใจของเรื่องนี้เริ่มจากข่าวลือว่าบริษัท Anthropic ใกล้จะให้โมเดลของตนแก้หนึ่งใน Millennium Prize Problems ได้ โดยเฉพาะโจทย์สมการ Navier Stokes ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการไหลของของไหล ก่อนที่ OpenAI จะประกาศว่าระบบหลายตัวแทนของตนซึ่งอาศัยโมเดลภายในที่ยังไม่เปิดตัวและใช้ตัวแทนย่อยถึงราว 10,000 ตัว สามารถหาคำตอบได้แล้ว การเคลื่อนไหวแบบฉวยจังหวะนี้สะท้อนชัดว่าบริษัท AI กำลังมองงานคณิตศาสตร์เป็นสนามแข่งภาพลักษณ์มากกว่าพื้นที่สร้างองค์ความรู้
เมื่อการอ้าง “พิชิตโจทย์ใหญ่” กลายเป็นข้อกล่าวหาเรื่อง OpenAI ข้อมูลเท็จ
สิ่งที่ทำให้การประกาศชัยชนะของ OpenAI บนโจทย์ Navier Stokes กลายเป็นเรื่องร้อน ไม่ใช่แค่ตัวผลลัพธ์ แต่คือคำถามเชิงจริยธรรมและวิธีทำงานของบริษัทเอง นักคณิตศาสตร์ Tristan Buckmaster จากสถาบัน Courant ระบุว่าเขาและ Levent Alpöge ใช้โมเดลจากทั้ง Anthropic และ OpenAI ในการผลักแนวคิดของนักคณิตศาสตร์คนอื่นไปสู่คำตอบบางส่วนของปัญหาเดียวกัน และได้ทำงานนี้มาก่อนเป็นเวลาหลายเดือน จุดปะทุคือเมื่อ Buckmaster พบว่าแนวทางของ OpenAI ในการแก้โจทย์นั้นเหมือนกับที่เขาใช้ เขาจึงตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทอาจเข้าถึงบัญชี Codex ของเขาหรือฝึกโมเดลบนข้อมูลการสนทนาและร่างงานของเขาเอง เขาเล่าว่าถามทีม OpenAI ตรงๆ ว่าโมเดลมีการฝึกบนเซสชันเหล่านี้หรือไม่ แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน หากข้อสงสัยนี้เป็นจริง มันไม่ใช่แค่การสื่อสารคลาดเคลื่อน แต่คือภาพของ OpenAI ข้อมูลเท็จที่อาจใช้ข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส และทับเส้นแบ่งระหว่างเครื่องมือช่วยคิดกับคู่แข่งที่ขโมยคำตอบ
Caltech Mathathon และการกบฏของนักวิชาการ AI
แรงต้านไม่ได้เกิดเฉพาะรอบ Navier Stokes แต่ลามไปถึงเวที Caltech Mathathon ซึ่งออกแบบให้ใช้โมเดลภาษาใหญ่ช่วยแก้โจทย์วิจัยคณิตศาสตร์โดยตรง งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัท AI จนดูเหมือนเป็นเวทีโฆษณาพลัง AI คณิตศาสตร์ มากกว่าจะเคารพกระบวนการวิจัย นักคณิตศาสตร์ปัจจุบันและอดีตจาก Caltech ออกจดหมายเปิดผนึกเตือนว่างานประเภทนี้มีแนวโน้มสร้างผลกระทบทำลายต่อชุมชนคณิตศาสตร์ ในความเห็นของพวกเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ AI แต่อยู่ที่วิธีที่บริษัท AI ชอบประกาศว่าตน “แก้โจทย์ทฤษฎีที่เปิดอยู่แล้ว” แล้วค่อยปล่อยให้นักวิจัยมนุษย์ต้องมานั่งตรวจสอบ แก้เขียน และบางครั้งต้องพิสูจน์ว่าเรื่องที่ถูกประกาศนั้นผิดหรือใช้ไม่ได้ จดหมายเรียกพฤติกรรมนี้ว่า slop mathematics ซึ่งหมายถึงผลงานทางคณิตศาสตร์ที่เลอะเทอะ ขาดการกลั่นกรอง จากการเร่งรีบประกาศผลลัพธ์ของโมเดลโดยไม่รับผิดชอบต่อภาระตรวจสอบที่ผลักให้คนอื่นทำแทน

การถอนตัวจาก Caltech Mathathon และภาพลักษณ์ที่สั่นคลอนของ OpenAI
ผลของกระแสวิจารณ์คือ OpenAI ต้องถอยออกจากเวทีที่ตนหวังใช้สร้างภาพผู้นำ AI คณิตศาสตร์ นักวิจัยของบริษัทประกาศว่าผู้สร้าง ChatGPT จะไม่เป็นผู้สนับสนุน Caltech Mathathon อีกต่อไป ซึ่งเป็นการยอมถอยหลังหลังจากจดหมายเปิดผนึกของนักคณิตศาสตร์ Caltech ออกมาเพียงหนึ่งวัน แม้ตัวแทน OpenAI จะระบุสาธารณะว่าบริษัทอยากพูดคุยกับชุมชนคณิตศาสตร์เพื่อหาวิธีผสานเทคโนโลยีและสื่อสารผลกระทบให้ดีขึ้น แต่การถอนตัวครั้งนี้บ่งชี้ชัดว่าความน่าเชื่อถือของบริษัทในสายตานักวิชาการกำลังสั่นคลอน เบื้องหลังยังมีการแข่งขันอันดุเดือดระหว่างบริษัท AI ชั้นนำ OpenAI ยอมรับในบล็อกของตนเองว่าตัดสินใจเล่นโจทย์ Navier Stokes ก็เพราะข่าวลือว่า Anthropic ใกล้ประกาศผลสำเร็จ ความพยายามพิชิตโจทย์ยากเพื่อแย่งภาพผู้นำจึงกลายเป็นเครื่องขยายข้อสงสัยเรื่องการใช้ข้อมูลผู้ใช้และความโปร่งใส การที่ผู้บริหารจากบริษัทเทคอื่นกล่าวหาว่าบริษัทแนวหน้าอย่าง OpenAI และ Anthropic ใช้พรอมต์ลูกค้าไปฝึกโมเดลเพื่อสร้างสินค้าที่แข่งขันกับลูกค้าของตนเอง ยิ่งทำให้แรงเสียดทานกับนักวิชาการหนักขึ้น
AI กำลังก้าวหน้าคณิตศาสตร์หรือแค่สร้าง slop และวิกฤตศรัทธา
ในเชิงศักยภาพ นักคณิตศาสตร์ชั้นนำอย่าง Terence Tao เคยมองว่า AI หากอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญจะเป็นเหมือนกล้องจุลทรรศน์สำหรับนักชีววิทยา หรือกล้องโทรทรรศน์สำหรับนักดาราศาสตร์ เป็นเครื่องมือขยายสายตาในการสำรวจโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่สิ่งที่เขาเริ่มเห็นมากขึ้นกลับเป็นการใช้ AI แบบอัตโนมัติ ป้อนโจทย์ให้โมเดลแล้วรับคำตอบ โดยไม่มีความเข้าใจหรือคำอธิบายที่ลึกขึ้นตามมา คำถามหลักจึงไม่ใช่ว่า AI แก้โจทย์ได้หรือไม่ แต่คือเราจะยอมรับผลลัพธ์จากกล่องดำที่ขาดทั้งกระบวนการพิสูจน์ การทวนสอบโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพ และการให้เครดิตต่อผู้ที่ปูทางมาก่อนอย่างไร เมื่อบริษัทแข่งกันประกาศความสำเร็จและปล่อยนักวิจัยตามล้างผลลัพธ์ที่อาจกลายเป็น slop mathematics เรากำลังเห็นความตึงเครียดระหว่างตรรกะทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องการความชัดเจนกับตรรกะของธุรกิจเทคที่ต้องการชัยชนะด้านภาพลักษณ์ บทสรุปเชิงความคิดเห็นคือ หาก AI จะมีบทบาทยั่งยืนในคณิตศาสตร์ บริษัทต้องยอมรับกติกาโลกวิชาการอย่างจริงจัง ตั้งมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกับนักวิชาการ เปิดเผยวิธีใช้ข้อมูล และหยุดการอ้างความสำเร็จที่ผลักภาระการพิสูจน์ให้คนอื่นอย่างไร้เครดิต มิฉะนั้น AI คณิตศาสตร์ จะถูกจดจำไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ในฐานะต้นเหตุของวิกฤตศรัทธาต่อความซื่อสัตย์ของงานวิชาการยุคปัญญาประดิษฐ์






