ปัญญาประดิษฐ์กับ ROP คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
การคัดกรองทารก AI เพื่อหาภาวะจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือ ROP หมายถึงการใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูงร่วมกับระบบวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ตรวจจับสัญญาณผิดปกติของเส้นเลือดในจอประสาทตาแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่โรคจะลุกลามจนทำให้ทารกสูญเสียการมองเห็นถาวร แนวคิดนี้ทำให้แนวทางป้องกันตาบอดในเด็กเปลี่ยนจากการรอรักษาเมื่อเกิดอาการ มาเป็นการค้นหาเชิงรุกแบบครบวงจรในกลุ่มเสี่ยงสูง
เบื้องหลังความคืบหน้าของเทคโนโลยี AIRRE คือความร่วมมือของทีมจักษุแพทย์ที่เริ่มโครงการติดตามทารกกลุ่มเสี่ยง 60 คน และถ่ายภาพจอประสาทตากว่า 6,000 ภาพ เพื่อตรวจคัดกรองและประเมินอาการอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2567 จุดยืนที่ชัดเจนของโครงการนี้คือ การยอมรับว่า ROP เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะตาบอดในเด็ก โดยมีข้อมูลว่ากว่าสองในสามของเด็กที่ตาบอดมีสาเหตุมาจากโรคนี้ และอัตราการเกิดภาวะตาบอดในทารกแรกเกิดอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 1,000 คน จึงเป็นโรคที่เราไม่ควรปล่อยให้ตรวจพบช้า

จากภาพ 6,000 ภาพสู่ 23 ชีวิตที่รอดพ้นตาบอดถาวร
หัวใจของเทคโนโลยี AIRRE ไม่ได้อยู่แค่ความล้ำสมัย แต่อยู่ที่ผลลัพธ์จริงกับทารกแต่ละคน โครงการติดตามทารกกลุ่มเสี่ยงที่ใช้การถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ทำให้ทีมแพทย์สามารถประเมินอาการต่อเนื่อง ตั้งแต่คัดกรองจนถึงการรักษา รวมถึงการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาในรายที่จำเป็น ผลที่ได้คือการค้นพบภาวะ ROP ในทารก 23 คนจากกลุ่มเสี่ยง 60 คน และทุกคนได้รับการรักษาทันเวลา ไม่มีรายใดสูญเสียการมองเห็นถาวร
กรณีตัวอย่างที่เล่าจากหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ที่มีทารกคลอดก่อนกำหนดรายหนึ่งได้รับการตรวจพบความผิดปกติทันเวลา ขณะที่พี่ของเด็กคนเดียวกันเคยสูญเสียการมองเห็นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดเพราะไม่ได้รับการคัดกรอง เป็นภาพสะท้อนที่ชัดว่าการตรวจเร็วคือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตที่มองเห็นกับความมืดสนิท นี่คือคำยืนยันเชิงปฏิบัติว่า การคัดกรองเชิงรุกและต่อเนื่องมีคุณค่ามากกว่าการเยียวยาทีหลัง

ทำไม ROP ยังเป็นภัย และ AI จึงตอบโจทย์ช่องว่างการเข้าถึง
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่ภาวะ ROP ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการตาบอดในเด็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนจักษุแพทย์เฉพาะทาง ภาพรวมที่เด็กซึ่งตาบอดกว่าสองในสามมีสาเหตุจากโรคนี้ และอัตราตาบอดในทารกแรกเกิดประมาณ 1 ใน 1,000 คน บอกเราชัดเจนว่า นี่คือปัญหาที่ป้องกันได้ แต่ถูกปล่อยให้เกิดเพราะระบบคัดกรองไม่ครอบคลุม
เทคโนโลยี AIRRE เลือกสู้กับช่องว่างนี้ด้วยแนวทางที่ใช้งานได้จริง กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็กทำให้บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งไม่ใช่จักษุแพทย์สามารถบันทึกภาพได้ แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากระยะไกล เมื่อโครงการเดินหน้าสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับระบบถ่ายภาพขั้นสูง การคัดกรองทารก AI จะช่วยคัดแยกเคสที่เสี่ยงสูงให้เข้าสู่การประเมินของแพทย์เร็วขึ้น ลดภาระงานเฉพาะทาง และขยายการเข้าถึงสู่โรงพยาบาลที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญประจำ
แผนต่อไปของเทคโนโลยี AIRRE และบทเรียนเชิงนโยบาย
ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตาอยู่วิทยา โกลบอล แอร์ กำลังเดินหน้าไปอีกขั้นด้วยการพัฒนาระบบคัดกรองที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูง พร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและขยายการเข้าถึงการคัดกรองไปยังพื้นที่ห่างไกล แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการวิจัย แต่คือแบบจำลองของเครือข่ายการดูแลทารกกลุ่มเสี่ยงที่เชื่อมบุคลากรในพื้นที่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านเทคโนโลยี
เมื่อผลวิจัยและรูปแบบการดำเนินงานของโครงการถูกนำไปศึกษาเพื่อปรับใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แนวคิดป้องกันตาบอดด้วยการคัดกรองทารก AI จึงไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะถิ่นอีกต่อไป บทเรียนสำคัญคือ หากนโยบายสาธารณสุขสนับสนุนการคัดกรอง ROP อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กำหนดกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารกอายุครรภ์ไม่ถึง 30 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,500 กรัม ให้ได้รับการตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว การป้องกันตาบอดในเด็กไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้






