เวนิสปีนี้ไม่ใช่แค่หนัง แต่คือการก่อการแฟชั่นฟอร์มอล
Red carpet Rebels ในบริบทของ Venice Film Festival แฟชั่น หมายถึงกลุ่มคนดังและสไตลิสต์ที่ใช้เวทีพรมแดงเป็นพื้นที่ทดลองความเป็นไปได้ใหม่ของการแต่งกายแบบฟอร์มอล ตั้งแต่ชุด black-tie ที่ไม่ธรรมชาติ เมกอัพโทนแหวกแนวจนถึงทรงผมที่ตั้งใจให้หลุดจากกรอบดั้งเดิม เพื่อท้าทายค่านิยมความหรูหราแบบเดิมและสร้างสนทนาใหม่ให้กับโลกแฟชั่นร่วมสมัยเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 83 ถูกย้ำซ้ำว่าเป็นหนึ่งในเวทีที่มีดีกรีความหรูหราสูงสุด เคียงคู่กับคานส์ แต่ปีนี้บรรยากาศ Lights Camera Fashion บนเกาะเวนิสลิโดระหว่างวันที่ 2 ถึง 12 กันยายนกลับถูกขโมยซีนโดยการทดลองสไตล์ที่กล้าหักกฎมากกว่าชุดกาล่าแบบปลอดภัย ใครที่เคยเข้าใจว่ากฎ black-tie ต้องเข้มงวด เวนิสปีนี้คือหลักฐานว่ากติกาเหล่านั้นถูกเขียนใหม่แล้ว
ผู้ชายสายเสี่ยงกับ black-tie ที่ไม่ธรรมชาติบนพรมแดง
บนพรมแดงเวนิสปีนี้ ผู้ชายคือผู้ก่อการสำคัญของ black-tie ที่ไม่ธรรมชาติ พิสูจน์ว่าชุดทักซิโด้ไม่จำเป็นต้องนิ่งและน่าเบื่ออีกต่อไป งานครั้งที่ 83 เปิดฉากพร้อมทั้งโปรแกรมภาพยนตร์เข้มข้นและพาเรดคนดังชายที่จัดเต็มลุคฟอร์มอลแบบตีความใหม่ ตั้งแต่ George Clooney ที่ยังคงจำลองบทเรียนคลาสสิกว่าทักซิโด้เรียบๆ แต่คัตดีคือฐานที่มั่นของความหรูหรา ไปจนถึง John Malkovich ที่ใช้สูท Dior กับเสื้อคอระบายสไตล์เอลิซาเบธและอีกลุคในแจ็กเก็ตคอผ้าคลุมจากแบรนด์งานหัตถกรรม พร้อมรองเท้า mules ลายกิโลิมเพื่อเน้นบุคลิกประหลาดและขี้เล่นในแบบของเขา นี่คือบทพิสูจน์ว่าผู้ชายยุคใหม่กล้าใช้ลุคฟอร์มอลเป็นสนามทดลอง และมีเพียงกฎเดียวที่ต้องยึดคือ เจ้าของลุคต้องกล้ารับผิดชอบสไตล์ของตัวเองให้สุดทาง

เมื่อลิป greige กลับมาครองพรมแดงผ่าน Florence Pugh
ด้านเมกอัพ Venice Film Festival แฟชั่น ปีนี้มีโมเมนต์ Red carpet ลุค ที่คมชัดอย่างการกลับมาของ Greige lipstick เทรนด์ ผ่าน Florence Pugh นักแสดงสาวที่ถูกจับภาพขณะนั่งเรือแท็กซี่ด้วยลุคชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงเข้าชุดและรองเท้าส้นสูง แต่สิ่งที่เรียกเสียงวิจารณ์ได้มากกว่าชุดคือริมฝีปากสีน้ำตาลอมชมพูเย็นในฟินิชแมตต์ที่มีอันเดอร์โทนเกือบเป็นสีเทาอมเบจ ซึ่งเคยเป็นเทรนด์ลิปสติกเจ้าปัญหาในยุค 2010s จุดน่าสนใจคือเธอเลือกทาในแบบละมุน ไม่ตัดขอบจัดจนดูแข็ง ทำให้โทนเย็นที่เคยถูกมองว่าเฉี่ยวเกินกลับดูสง่างามและร่วมสมัย ขานรับกระแสเมกอัพโทนเย็นอย่างเทาปนน้ำตาล ชมพูหม่น ม่วงหม่น ที่เริ่มกลับมาแรงอีกครั้งในยุคที่สายแฟเริ่มเบื่อโทนอบอุ่นที่ครองบิวตี้มาหลายปี

ทรงผมพรมแดงจาก wet look ถึงคลื่นวินเทจที่เล่าเรื่องตัวตน
ถ้าเมกอัพคือรายละเอียดที่ทำให้ลุค Red carpet ลุค ดูสมบูรณ์ ทรงผมปีนี้คือองค์ประกอบที่ชิงพื้นที่สปอตไลต์ไม่แพ้กัน ตั้งแต่ wet look จนถึงบ็อบสุดเนี้ยบ คลื่นธรรมชาติ และผมวินเทจ ทรงผมบนพรมแดงเวนิสถูกออกแบบให้เป็นตัวเล่าเรื่องบุคลิกมากกว่าต้องเป๊ะทุกเส้น จากบ็อบสั้นทรงเรขาคณิตของ Bianca Balti ที่แบ่งกลางเข้ม ตรงลื่น และซ่อนปลายผมหลังใบหูเพื่อเปิดลำคอและกรอบหน้าให้ชัด ไปจนถึง Greta Scarano ที่เริ่มต้นงานด้วยผมบลอนด์ wet look แบบนางเงือกมีเท็กซ์เจอร์คลื่นและโคนยก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบ็อบบลอนด์บางเบาเน้นเท็กซ์เจอร์พร้อมแสกข้างลึกบนพรมแดงหลัก ยังมีคลื่นยาวเป่าลมสไตล์ฮอลลีวูดแบบไม่ตั้งใจของ Amal Clooney ที่ใช้วอลลุมและการไดร์ให้ดูโปร่งเป็นอาวุธประจำตัว สะท้อนว่าทรงผมใน Venice Film Festival แฟชั่น ไม่ได้มีหน้าที่แค่สวย แต่ต้องมีทัศนคติ

เมื่อความกล้าแต่งตัวกลายเป็นสนามถกเถียงสไตล์
ทุกความเสี่ยงย่อมมีทั้งคนชื่นชมและคนส่ายหน้า และเวนิสปีนี้ก็ชัดว่าความกล้าในแฟชั่นฟอร์มอลพาเราเข้าสู่สนามถกเถียงมากกว่าการยอมรับแบบเอกฉันท์ แต่ละวันมีคนดังขึ้นพรมแดงด้วยลุคที่สะดุดตา บางลุคถูกยกเป็นตัวอย่างว่าทำการบ้านมาดี เช่น Jonathan Bailey ที่ใช้ทักซิโด้พร้อม cummerbund ผ้าแพร เสื้อลายเท็กซ์เจอร์ เนคไทกำมะหยี่ และผ้าพันคอคล้องไหล่เพื่อเติมความคูลโดยไม่ทิ้งโครงชุดฟอร์มอล ในขณะที่ J Balvin ถูกวิจารณ์ว่าลุคสูทลายเพชรสีน้ำตาลตัดเย็บจากผ้าซาตินดูคล้ายชุดนอนเกินไป แม้จะอัปเกรดด้วยแว่นตาและเครื่องประดับเพชร ยังมีลุคที่ถูกมองว่าพลาดเพราะดีเทลเกินจำเป็น ตั้งแต่ชุดพิมพ์ลายสัตว์พร้อมสายคาดตาข่ายและโบว์ประดับคริสตัลของ Jewel ไปจนถึงเครื่องประดับที่กลบชุดหลักของคนดังบางคน ความต่างเหล่านี้ทำให้พรมแดงเวนิสกลายเป็นห้องทดลองที่ทุกสไตล์ถูกตั้งคำถามมากกว่าการถูกยกให้เป็นสูตรสำเร็จ




