ภาพใหญ่ยอดขายรถไฟฟ้าโลก โตแรงแต่ไม่เท่ากันทุกภูมิภาค
ยอดขายรถไฟฟ้าโลกหมายถึงจำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งแบบแบตเตอรี่และปลั๊กอินไฮบริดที่จำหน่ายในตลาดทั่วโลกในรอบหนึ่งปี สัดส่วนยอดขายนี้สะท้อนทั้งนโยบายรัฐ พฤติกรรมผู้บริโภค และกลยุทธ์ของค่ายรถว่าตัดสินใจเดินหน้าไปในทิศทางใด และบอกเราได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปสู่รถไฟฟ้ากำลังก้าวเร็วหรือช้าลงในแต่ละภูมิภาค ยอดขายรถไฟฟ้าโลกในปีล่าสุดพุ่งขึ้นแตะ 20.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าการเติบโตรถไฟฟ้ายังเดินหน้าร้อนแรงในภาพรวม แต่เมื่อซูมลงรายภูมิภาคจะพบว่าตลาดรถอีวียุโรปกำลังวิ่งแซง โดยอเมริกาเหนือกลับสวนทางด้วยตัวเลขหดตัว ข้อมูลเหล่านี้บอกอย่างชัดเจนว่าตลาดไม่ได้โตอย่างสม่ำเสมอ และนโยบายรัฐกำลังเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายให้กับอนาคตค่ายรถและผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค

ยุโรปขึ้นนำเกม ตลาดรถอีวียุโรปกลายเป็นพระเอกของการเติบโต
หากมองจากตัวเลข การเติบโตรถไฟฟ้าในยุโรปไม่ใช่แค่ตามเทรนด์โลก แต่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ยอดขายรถไฟฟ้าโลกเดินหน้าต่อ ตลาดรถอีวียุโรปถูกผลักดันด้วยกฎควบคุมการปล่อยมลพิษที่เข้มขึ้นและมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองรถไฟฟ้าเป็นตัวเลือกหลัก ไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ยอดขายรถไฟฟ้าในยุโรปทั้งปีแตะ 4.3 ล้านคัน เติบโตสูงถึง 33 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ข้อมูลรายเดือนระบุว่า ยอดขายรถ EV ในยุโรปเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ประมาณ 450,000 คัน และยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 28 เปอร์เซ็นต์ โดยฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษทำผลงานโดดเด่นด้วยตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้น 81 เปอร์เซ็นต์ 46 เปอร์เซ็นต์ และ 43 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนชัดว่าตลาดยุโรปกำลังใช้ “นโยบายและแรงจูงใจ” เป็นคันเร่งให้ยอดขายพุ่ง
อเมริกาเหนือสะดุด แรงหนุนหาย ความเชื่อมั่นผู้บริโภคถอย
ตรงกันข้ามกับยุโรป ตลาดอเมริกาเหนือกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าการเติบโตรถไฟฟ้าไม่ใช่เส้นตรง ทุกอย่างผูกกับคำถามว่าใครจ่ายค่าเปลี่ยนผ่านและนโยบายรัฐเอื้อหรือถอย เมื่อแรงจูงใจด้านภาษีเริ่มหมด ผู้บริโภคก็หยุดเท้าบนคันเร่งทันที ภูมิภาคนี้จึงกลายเป็นข้อยกเว้นจากภาพยอดขายรถไฟฟ้าโลกที่โตแรง ยอดขายรถไฟฟ้าในอเมริกาเหนือลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ ตามรายงานของ Rho Motion หากไม่มีเม็กซิโกที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์จากการนำเข้ารถไฟฟ้าราคาประหยัดจากจีน ตัวเลขอาจแย่กว่านี้ ข้อมูลรายเดือนยิ่งสะท้อนปัญหา เมื่อยอดขาย EV เดือนกรกฎาคมในอเมริกาเหนือลดลงถึง 27 เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ 140,000 คัน และยอดขายสะสม 7 เดือนแรกลดลง 18 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสหรัฐที่ยอดขายเดือนกรกฎาคมหายไปมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน นี่คือคำเตือนว่าตลาดอเมริกาเหนืออาจไม่ได้เป็นผู้นำรถไฟฟ้าโลกในระยะสั้น
จีนและตลาดเกิดใหม่ ปรับสมดุลเกม ขณะที่ไทยกำลังเรียนรู้
แม้ยุโรปจะขึ้นแท่นพระเอก แต่จีนยังเป็นกำลังหลักของยอดขายรถไฟฟ้าโลก ด้วยการครองส่วนแบ่งและใช้สงครามราคาเป็นเครื่องมือผลักดันรถไฟฟ้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ จีนมียอดขายรถไฟฟ้า 12.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมียอดขายรวมเพิ่มขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 1.7 ล้านคัน แนวโน้มนี้ทำให้ตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอเมริกาใต้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยอดขายรถไฟฟ้าโลก ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลยอดขายเดือนกรกฎาคมบอกเราว่าจีนเริ่มชะลอกำลัง โดยยอดขาย EV ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 980,000 คัน แม้ยอดขายรถไฟฟ้าล้วนจะยังเพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถใช้น้ำมันในจีนลดลงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ และรถพลังงานใหม่มีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 65.1 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถยนต์ปลีกทั้งหมด สำหรับตลาดไทยเอง สัดส่วนการจดทะเบียนรถ EV เพิ่มจาก 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2021 มาอยู่ราว 23 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 จากแรงหนุนมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 แสดงให้เห็นว่าไทยกำลังเรียนรู้จากคลื่นโลกและตอบรับเทรนด์อย่างรวดเร็ว
บทเรียนสำคัญจากการกระจายตัวของตลาด และโจทย์ใหญ่เรื่องระบบนิเวศ
สิ่งที่ยอดขายรถไฟฟ้าโลกในวันนี้กำลังบอกเรา ไม่ใช่แค่ว่าใครขายได้มากกว่ากัน แต่คือภาพของภูมิภาคที่กำลังวางฐานอนาคตพลังงานยานยนต์ในแบบต่างกัน ยุโรปเลือกเดินหน้าเต็มที่ผ่านกฎเข้มและแรงจูงใจทางการเงิน ขณะที่อเมริกาเหนือกำลังลังเลเมื่อต้องแบกรับภาระงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดรถไฟฟ้าในสหรัฐอาจหดตัวเกือบหนึ่งในสามในปี 2026 ซึ่งเป็นเหตุผลให้ผู้ผลิตบางรายเริ่มหันกลับไปพึ่งรถไฮบริดมากขึ้น เช่นค่ายที่ปรับแผนรถกระบะไฟฟ้าและชะลอการเปิดตัวรุ่นใหม่ ในฝั่งตลาดไทย มีการประเมินว่าในระยะยาว EV อาจมีส่วนแบ่งตลาดราว 30–35 เปอร์เซ็นต์ และเทคโนโลยีอย่าง EREV รวมถึงไฮโดรเจนอาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่มาเลเซียกำลังพิจารณาการจัดเก็บภาษีรถ EV เพื่อสร้างกองทุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และตั้งคำถามว่าใครต้องรับต้นทุนของระบบนิเวศรถไฟฟ้าทั้งหมด บทสรุปคือ ยอดขายรถไฟฟ้าโลกอาจยังโตต่อ แต่ผู้ชนะไม่ใช่แค่ประเทศที่ขายรถได้มากที่สุด หากเป็นประเทศที่ตอบให้ได้ว่า จะสร้างระบบนิเวศรองรับการเติบโตนี้อย่างยั่งยืน และแบ่งภาระต้นทุนระหว่างรัฐ ค่ายรถ และผู้บริโภคอย่างยุติธรรมเพียงใด
