ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

4 พฤติกรรมประจำวันที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็งแบบเงียบๆ

4 พฤติกรรมประจำวันที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็งแบบเงียบๆ
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ภาพใหญ่ที่เรามองข้าม: มะเร็งเริ่มจากนิสัยเล็กๆ

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งคือกลุ่มพฤติกรรมประจำวัน สภาพแวดล้อม และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ทำให้เซลล์ในร่างกายถูกทำร้ายหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้โอกาสเกิดการกลายพันธุ์และพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น การสะสมความเสียหายเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบงัน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว จนกว่าโรคจะลุกลามและเริ่มแสดงอาการชัดเจน

มะเร็งไม่ใช่โรคที่เกิดจากโชคร้ายอย่างเดียว แต่ผูกโยงกับพฤติกรรมเล็กๆ ที่เราทำซ้ำทุกวัน เช่น วิธีดื่มกาแฟ การนั่งทำงานทั้งวัน การอยู่กับควันบุหรี่ หรือแม้แต่สิ่งที่เราเลือกกินเป็นอาหารและมะเร็งสัมพันธ์กันมากกว่าที่หลายคนคิด การศึกษาใหม่ๆ ยังชี้ว่าคนรุ่นหลังอาจมีการเสื่อมของร่างกายทางชีวภาพเร็วขึ้น ทำให้มะเร็งมาเยือนในวัยที่อายุน้อยลงกว่ารุ่นก่อนๆ ถ้าเรายังใช้ชีวิตเหมือนเดิมแต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว การไม่ปรับตัวคือการปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมอย่างไม่มีเบรก

ชาร้อน กาแฟเดือด: ความหอมที่แลกด้วยมะเร็งหลอดอาหาร

ค่านิยม “ต้องร้อนถึงจะอร่อย” กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่ากังวล การศึกษาใหญ่จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ติดตามกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนและผู้สูงอายุเกือบ 100,000 คนเป็นเวลา 14 ปี พบว่าผู้ที่ติดนิสัยดื่มชาหรือกาแฟแบบร้อนจัดมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous Cell Carcinoma สูงกว่าคนที่ดื่มแบบอุ่นถึงประมาณ 3 เท่า กล่าวตรงๆ คือความชอบจิบร้อนจี๊ดทุกเช้าอาจเทียบเท่าการเพิ่มความเสี่ยงโรคอย่างจงใจ

กลไกเบื้องหลังไม่ซับซ้อน เครื่องดื่มที่อุณหภูมิเกินราว 65 องศาเซลเซียสจะทำให้เยื่อบุหลอดอาหารระคายเคืองและเกิดบาดแผล เมื่อเซลล์ต้องซ่อมแซมตัวเองซ้ำๆ เป็นเวลานาน ความผิดพลาดของกระบวนการซ่อมแซมเพิ่มขึ้นและเปิดโอกาสให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง จุดเปลี่ยนสำคัญคือเราต้องยอมรับว่าการดื่มร้อนจัดไม่ใช่เรื่อง “ฟิน” แต่อย่างเดียว แต่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่สมควรหยุด ลูกเล่นง่ายๆ ที่แพทย์มักแนะนำคือ รอให้เครื่องดื่ม “อุ่นพอดีลิ้น” ก่อนยกดื่ม ลดความถี่และปริมาณแก้วร้อนในแต่ละวัน และไม่ฝืนดื่มเมื่อรู้สึกแสบลำคอ

4 พฤติกรรมประจำวันที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็งแบบเงียบๆ

นั่งทั้งวัน ระบบขับถ่ายรวน: ลำไส้ใหญ่จ่ายค่าความเคยชิน

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นตัวอย่างชัดเจนของโรคที่พัฒนาเงียบๆ โดยเริ่มจากติ่งเนื้อเล็กๆ ในลำไส้ที่ไม่ก่ออาการใดๆ หลายปีแรกการเปลี่ยนจากติ่งเนื้อไปเป็นมะเร็งอาจใช้เวลาราว 5-15 ปี ระหว่างนั้นเจ้าตัวอาจเชื่อว่าตนเองสุขภาพดี ทั้งที่ภายในลำไส้กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสี่ยงมากขึ้น ความน่ากลัวจึงไม่ใช่แค่ตัวมะเร็ง แต่คือการที่เราไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลระบบทางเดินอาหารและมองข้ามการตรวจคัดกรอง

แม้รายละเอียดเรื่องพฤติกรรมเฉพาะบางอย่างที่ส่งเสริมการเกิดติ่งเนื้อจะยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ภาพรวมชัดเจนแล้วว่า วิถีชีวิตแบบนั่งมาก เคลื่อนไหวน้อย การปล่อยให้ระบบขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง และการละเลยการตรวจลำไส้ตามช่วงอายุ เป็นการเปิดทางให้มะเร็งลำไส้ใหญ่เติบโตโดยไม่มีใครรบกวน แพทย์จำนวนมากจึงผลักดันให้คนวัยทำงานหันมาใส่ใจการเดิน การออกกำลังกาย การกินผักผลไม้ และเริ่มคุยกับแพทย์เรื่องการส่องกล้องหรือตรวจคัดกรองเมื่อตนเองหรือครอบครัวมีปัจจัยเสี่ยง จุดยืนที่ควรมีคือ “อย่ารอให้มีเลือดในอุจจาระก่อนถึงจะไปตรวจ” เพราะตอนนั้นมักสายไปแล้ว

มะเร็งปอดของคนไม่สูบ: ควัน มลพิษ และยีนที่หลีกไม่พ้น

ความเชื่อว่ามะเร็งปอดเป็นโรคของคนสูบบุหรี่จัดกำลังทำให้คนจำนวนมากประเมินความเสี่ยงตัวเองต่ำเกินไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบหายใจรายงานว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูงอายุหรือคนสูบจัดอีกต่อไป จากเดิมที่มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ตอนนี้เริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงานอายุประมาณ 35-40 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชียที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง นั่นหมายความว่าการไม่สูบบุหรี่ไม่ได้เท่ากับ “ปลอดมะเร็งปอด” อีกแล้ว

ตัวการสำคัญคือการสูดควันบุหรี่มือสองเรื้อรัง การใช้ชีวิตหรือทำงานในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง เช่น ฝุ่น PM2.5 สารเคมีและก๊าซบางชนิด รวมถึงรังสีบางรูปแบบ อีกด้านหนึ่ง พันธุกรรมก็มีบทบาท ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอดหรือโรคปอดเรื้อรัง รวมถึงการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ในชาวเอเชียที่พบได้สูงถึง 30-50% โดยเฉพาะในผู้หญิง ล้วนทำให้เสี่ยงมะเร็งปอดแม้ไม่เคยสูบบุหรี่ การป้องกันมะเร็งในมุมนี้จึงต้องชัดสองเรื่อง คือ ลดการสัมผัสควันและมลพิษให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และไม่ละเลยอาการผิดปกติของระบบหายใจเพียงเพราะคิดว่า “เราไม่ได้สูบ ไม่เป็นหรอก”

4 พฤติกรรมประจำวันที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็งแบบเงียบๆ

นมกับต่อมลูกหมาก และร่างกายที่แก่เร็ว: สัญญาณใหม่ที่ผู้ชายและคนรุ่นใหม่ต้องรู้

เมื่อพูดถึงอาหารและมะเร็ง ผู้ชายจำนวนมากยังไม่รู้เลยว่า “นมและผลิตภัณฑ์นม” อาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก งานวิจัยสรุปว่าการบริโภคนมและชีสมากสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากที่สูงขึ้น และการศึกษาบางชิ้นพบว่าผู้ที่ดื่มนมพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำอย่างน้อยวันละหนึ่งหนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 19% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มนมน้อยมาก แต่ผลสำรวจผู้ชาย 1,102 คนพบว่ามีเพียง 20% เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และมีแค่ 20% ที่เคยได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับโภชนาการและความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่องว่างข้อมูลนี้ทำให้โอกาสการป้องกันหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา

อีกสัญญาณที่ควรกังวลคือมะเร็งกำลังเพิ่มขึ้นในคนอายุน้อยกว่า 55 ปี งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine พบหลักฐานว่าคนรุ่นใหม่มีการแก่ตัวทางชีวภาพเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน และการแก่เร็วนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุน้อย น่าสนใจที่แต่ละระบบอวัยวะแก่เร็วไม่เท่ากัน ระบบภูมิคุ้มกันที่ดูแก่กว่าปกติสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ส่วนเนื้อเยื่อไขมันที่แก่เร็วสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่า “ตอนนี้ เรายังไม่มีคำตอบเด็ดขาดว่าปัจจัยใดขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของมะเร็งในคนอายุน้อยทั่วโลก” แต่การวัดการแก่ตัวแบบนี้อาจช่วยให้แพทย์ระบุคนรุ่นใหม่กลุ่มเสี่ยงสูงและออกแบบการป้องกันที่เฉพาะตัวมากขึ้นในอนาคต

4 พฤติกรรมประจำวันที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงมะเร็งแบบเงียบๆ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!