ครบรอบปีในฐานะจุดเปลี่ยนเกมของธุรกิจค้าปลีกไทย
แคมเปญครบรอบปีของแบรนด์ไทยชั้นนำคือยุทธศาสตร์การตลาดที่ใช้หมุดหมายเวลาอย่าง 10 ปีหรือ 50 ปีเป็นเวทีสร้างเรื่องเล่าแบรนด์ เชื่อมความทรงจำของผู้บริโภคเข้ากับตัวตนใหม่ของแบรนด์ และตอกย้ำว่าความคุ้มค่าไม่ได้มาจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่จากคุณภาพ การบริการ และความผูกพันทางอารมณ์ที่แบรนด์สร้างอย่างต่อเนื่องผ่านผลิตภัณฑ์ พรีเซนเตอร์แบรนด์ และกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์
กรณีของ CC DOUBLE O, OWNDAYS และ Wacoal แสดงให้เห็นชัดว่าธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังย้ายจากการสื่อสารแบบเน้นโปรโมชั่นระยะสั้น ไปสู่การสร้างช่วงเวลาทางวัฒนธรรมผ่านแคมเปญครบรอบปีและพรีเซนเตอร์ที่มีความหมายต่อคนดู แบรนด์ไม่ได้ตั้งตัวเป็นสายพรีเมียมสุดทาง แต่เลือกยืนบนจุดยืน “คุ้มค่า เข้าถึงง่าย มีสไตล์” เพื่อดึงกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อไม่ถี่แต่เลือกของที่ดีกว่าและใช้ได้นาน ความเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ใช่การฉลองอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของตลาดค้าปลีกยุคผู้บริโภคสายคุ้มค่าที่มองแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าสัญลักษณ์ความหรูหรา
CC DOUBLE O: เมื่อโลโก้นกกลับมาพร้อมพรีเซนเตอร์คนแรกในรอบ 20 ปี
การที่ CC DOUBLE O แต่งตั้ง ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นแบรนด์พรีเซนเตอร์คนแรกในรอบ 20 ปี พร้อมเปิดแคมเปญ ‘THE NEW BASIC’ คือการส่งสัญญาณแรงว่าถึงเวลาเปลี่ยนเกมการสื่อสารของแบรนด์ที่เคยเติบโตด้วยพลังของสินค้าและโลโก้นกเพียงอย่างเดียว แคมเปญนี้ดึงโลโก้นกกลับมาเป็นภาพหลัก ควบคู่กับการผลัก Signature Collection ซึ่งทำยอดขายราวครึ่งหนึ่งของแบรนด์ และมีช่วงราคาที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้วงกว้าง นี่คือการใช้พรีเซนเตอร์เพื่อขยายฐานแฟนที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่สร้างกระแสระยะสั้น ดังประโยคที่สะท้อนทิศทางแบรนด์ว่า “ตลอด 20 ปี CC DOUBLE O เติบโตมาได้ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและโลโก้นก โดยที่เราไม่เคยใช้พรีเซนเตอร์เลย”
การเลือกภาพลักษณ์ ณเดชน์ที่เป็นกันเอง เข้าถึงทุกกลุ่ม และแนวคิด Casual Confidence หรือ “เรียบง่ายแต่มั่นใจ” ช่วยยึดโยงดีเอ็นเอเดิมของแบรนด์เข้ากับโลกอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบัน การดึงแพต – ชญานิษฐ์ มาเสริมด้านแฟชั่น ทำให้เสื้อผ้าเบสิคไม่ถูกมองว่าเรียบเกินไป แต่กลายเป็นพื้นฐานการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้ทันสมัย เมื่อประกอบกับการขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลสของแบรนด์เองเพื่อตามผู้บริโภคที่ย้ายไปช้อปออนไลน์มากขึ้น CC DOUBLE O จึงกำลังปรับตำแหน่งจากแบรนด์เสื้อผ้าลำลองที่คุ้นเคยในห้าง ไปเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีพรีเซนเตอร์แบรนด์และโลโก้นกเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของความคุ้มค่าในชีวิตประจำวันของคนเมือง

OWNDAYS: ใช้ครบรอบ 10 ปีปักธงผู้นำแว่นไลฟ์สไตล์และ Omnichannel
OWNDAYS ฉลองครบรอบ 10 ปีในไทยด้วยงาน “OWNDAYS THAILAND 10 th ANNIVERSARY – THANK YOU FOR YOUR SUPPORT OVER THE YEARS” ภายใต้แนวคิด “From Seed to Success – A Decade of Vision” ที่ไม่ใช่แค่งานขอบคุณลูกค้า แต่เป็นการเล่าเส้นทางจากร้านแว่นญี่ปุ่นที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการซื้อแว่น สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เติบโตเร็วและครองใจคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ปี 2558 OWNDAYS เข้าในช่วงที่ตลาดแว่นตายังต้องรอหลายวันและเต็มไปด้วยราคาซับซ้อน จึงใช้บริการตัดแว่นเสร็จใน 20 นาทีและราคาชัดเจนมาสร้างนิยามใหม่ของความคุ้มค่า การวางร้านในห้างและคอมมูนิตี้มอลล์ พร้อมดีไซน์ร้านแบบแฟชั่น ทำให้แบรนด์ถูกจดจำในฐานะ Everyday Eyewear Brand ที่แฟชั่น เข้าถึงง่าย และบริการรวดเร็ว
ในมุมกลยุทธ์แบรนด์ OWNDAYS ยืนยันจุดยืน Fashion & Lifestyle Brand ที่ผสานฟังก์ชันและแฟชั่น ไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้สายตา แต่เป็นการแสดงตัวตนผ่านการเลือกกรอบแว่น การออกคอลเลกชันใหม่ทุกเดือน รวมถึง Collaboration กับ Kuromi และ Toy Story ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปของคนรุ่นใหม่ การใช้คอนเทนต์สนุกและ relatable บน TikTok, Instagram และ Facebook ช่วยสร้างความคุ้นเคย และการเลือกมาริโอ้ เมาเร่อเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คือการลงทุนในวุฒิภาวะทางอารมณ์ของแบรนด์ในสายตาทุกเจเนอเรชัน จากความสำเร็จที่เติบโตระดับ double-digit growth แบรนด์ตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบมากกว่า 100 สาขาใน 3–5 ปี พร้อมพัฒนา Omnichannel Experience ที่เชื่อมออนไลน์–ออฟไลน์ และขยายสู่กลุ่ม CLMV สิ่งนี้สะท้อนว่าความคุ้มค่าที่ OWNDAYS เสนอไม่จำกัดอยู่ที่ราคา แต่รวมถึงความสะดวก ความเร็ว และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องทุกช่องทาง

Wacoal: 5 ทศวรรษบนบัลลังก์ตลาดชุดชั้นในและยุทธศาสตร์อีคอมเมิร์ซ
ในตลาดชุดชั้นใน การที่ Wacoal ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคมากว่า 5 ทศวรรษไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสาน 3 กลยุทธ์สำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ – สังคม – ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า” จนกลายเป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของไทยด้วยรางวัล No.1 Brand Thailand ติดต่อกัน 11 ปี แนวคิดผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เน้นวิจัยสรีระโดยผู้เชี่ยวชาญไทยและองค์ความรู้จากญี่ปุ่น รวมถึงการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเช่น Wacoal COOL ANTI-BACTERIA ที่ใส่แล้วเย็นสบาย ป้องกันแบคทีเรีย แห้งไว และ Wacoal Smart Size ที่ครอบคลุมทุกคัพด้วยไซส์ S M L และ LL พร้อมเทคโนโลยี Bonding 3D และแผ่นเจลลีล็อกฐานอก สะท้อนภาพแบรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าของการสวมใส่ในชีวิตจริง
พลังของ Wacoal ยังมาจากความรับผิดชอบต่อสังคมในหลากหลายมิติผ่านกิจกรรมอย่างโครงการวาโก้โบว์ชมพูเรื่องมะเร็งเต้านม Eco Friendly Product ที่ได้รับฉลากเขียวรายแรกในธุรกิจชุดชั้นในสตรี และโครงการ “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” ที่ผลักดันแนวคิด zero waste การนำเสนอคอลเลกชัน FREEDOM สำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ และบริการ Wacoal Body Clinic สั่งตัดเฉพาะบุคคล ทำให้แบรนด์แสดงให้เห็นว่าความคุ้มค่าไม่ใช่แค่ราคา แต่รวมถึงการเคารพความแตกต่างของ “คน” ทุกกลุ่ม ในด้านอีคอมเมิร์ซ Wacoal จับมือแพลตฟอร์มอย่าง Shopee เพื่อรุกออนไลน์เต็มที่ในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี และร่วมแคมเปญระดับภูมิภาคอย่าง Shopee 9.9 วันช้อปแห่งปี โดยตั้งเป้าให้ยอดขายออนไลน์โต 115% ภายในสิ้นปี นี่คือการยืนยันว่าผู้นำตลาดชุดชั้นในต้องพร้อมขยายจากห้างสรรพสินค้าไปสู่หน้าจอมือถือของลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ

บทสรุป: ผู้นำไม่ใช่ผู้แพงที่สุด แต่คือผู้เข้าใจผู้ซื้อสายคุ้มค่า
เมื่อมองร่วมกัน CC DOUBLE O, OWNDAYS และ Wacoal ชี้ให้เห็นว่าผู้นำในธุรกิจค้าปลีกไทยยุคนี้ไม่ได้แย่งกันเป็นแบรนด์แพงที่สุด แต่แข่งกันเข้าใจผู้ซื้อที่เลือกซื้อน้อยลงแต่เลือกของที่ดีกว่า และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว CC DOUBLE O ใช้พรีเซนเตอร์และโลโก้นกฟื้นมรดกแบรนด์ให้เข้ากับโลกอินฟลูเอนเซอร์ OWNDAYS ใช้ครบรอบ 10 ปีและแบรนด์แอมบาสเดอร์สร้างภาพลักษณ์แว่นไลฟ์สไตล์ที่ง่าย โปร่งใส และมีสไตล์ ส่วน Wacoal อาศัยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม และอีคอมเมิร์ซจับมือ Shopee ปรับตัวสู่ออนไลน์
แคมเปญครบรอบปีจึงกลายเป็นช่วงเวลาทางวัฒนธรรมที่แบรนด์ใช้รำลึกอดีตไปพร้อมกับออกแบบอนาคต ผ่านกิจกรรมที่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นงานครบรอบที่สยามพารากอนของ OWNDAYS หรือกิจกรรมเพื่อสังคมของ Wacoal เมื่อรวมเข้ากับพรีเซนเตอร์แบรนด์ที่มีความหมายต่อสาธารณะ ภาพที่ได้คือแบรนด์ไทยชั้นนำที่ไม่ยึดติดกับการขายของเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทุกโอกาสครบรอบและความร่วมมือทางดิจิทัลในการย้ำว่าความคุ้มค่าในชีวิตผู้บริโภคเกิดจากคุณภาพ ความใส่ใจ และความสัมพันธ์ระยะยาว ถ้าแบรนด์อื่นเรียนรู้บทเรียนนี้ การแข่งขันในตลาดชุดชั้นใน เสื้อผ้า และแว่นตาจะไม่ใช่การทำราคาให้ถูกที่สุด แต่เป็นการสร้างความหมายให้การซื้อของในแต่ละวันมีคุณค่ามากขึ้น









