AI Literacy คืออะไร และทำไมต้องเริ่มในรั้วมหาวิทยาลัย
AI Literacy คือความรู้และความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องอย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และรู้เท่าทัน ทั้งในมิติของโอกาสทางการทำงาน การเรียนรู้ และความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลและภัยไซเบอร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจใช้ AI ได้อย่างรับผิดชอบและสอดคล้องกับบริบทดิจิทัลในชีวิตประจำวันและการทำงาน จุดแข็งของการขยับเรื่อง AI Literacy เข้ามาในระดับอุดมศึกษา คือการสร้างฐานคิดและทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ แทนที่จะปล่อยให้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกในที่ทำงานหรือบนโลกออนไลน์ การออกแบบ AI literacy education ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรมหาวิทยาลัย ไม่ใช่คอร์สเสริมที่เรียนเฉพาะกลุ่ม สะท้อนทิศทางใหม่ของการเตรียมความพร้อมกำลังคนในโลกที่ AI กลายเป็นเครื่องมือประจำวัน

AIS จับมือสภาคณบดีวิทยาการจัดการ ขยายหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy
ความเคลื่อนไหวสำคัญล่าสุด คือการที่ AIS ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์สู่มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศผ่านหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” นี่ไม่ใช่แค่การเปิดคอร์สออนไลน์ แต่เป็นการวางโครงสร้าง university AI curriculum แบบใหม่ที่ฝังทักษะดิจิทัลและ AI เข้าไปในวิชาพื้นฐาน ข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้คณะวิทยาการจัดการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ไปใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนรู้สำหรับรายวิชาพื้นฐานหรือวิชาทั่วไป สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1–4 รวมทั้งกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียน การที่ภาคเอกชนด้านโทรคมนาคมเลือกจับมือกับสถาบันอุดมศึกษาในระดับคณบดี สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า digital skills development และความเข้าใจ AI ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคณะสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นทักษะกลางที่ทุกสาขาวิชาต้องมี

LearnDi และอุ่นใจ CYBER: ช่องทางใหม่ของ AI literacy education
หัวใจด้านโครงสร้างของโครงการนี้คือการใช้แพลตฟอร์ม LearnDi for Thais เป็นช่องทางกระจายเนื้อหาหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ร่วมกับแอปพลิเคชันอุ่นใจ CYBER และเว็บไซต์ www.aunjaicyber.ais.th ทำให้สื่อการเรียนรู้ถูกจัดระบบเป็นคอนเทนต์ดิจิทัลที่นักศึกษาและอาจารย์เข้าถึงได้สะดวกจากทุกที่ทุกเวลา ในมุม workforce AI training แม้เอกสารอย่างเป็นทางการจะไม่กล่าวถึงโดยตรง แต่การวางแพลตฟอร์มให้รองรับทั้งการใช้ในรายวิชาพื้นฐานและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียน แสดงให้เห็นว่าผู้ออกแบบตั้งใจให้ระบบนี้เป็นโครงสร้างฝึกทักษะต่อเนื่อง มากกว่าเป็นคอร์สสั้นจบแล้วจบเลย การเรียนผ่าน LearnDi และเครื่องมืออุ่นใจ CYBER เปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยสามารถสอดแทรกกรณีศึกษาและกิจกรรมที่เชื่อมโยงการใช้งาน AI กับสถานการณ์จริงของการทำงานในสายบริหารจัดการ

ผสานภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์กับความรู้ AI เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัล
จุดน่าสนใจของหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy คือการวางน้ำหนักทั้งเรื่องความรู้ AI และเรื่องภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ในชุดเดียวกัน ไม่แยกเป็นสองโลกคนละด้าน หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านภัยไซเบอร์ สร้างภูมิคุ้มกันในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างปลอดภัย พร้อมส่งเสริมให้ใช้งานเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม คำกล่าวของสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ชี้ชัดว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เสริมสร้างทักษะดิจิทัลที่จำเป็น สร้างภูมิคุ้มกันจากภัยไซเบอร์ และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างรู้เท่าทัน” สิ่งนี้สะท้อนว่าการออกแบบเนื้อหาไม่ได้เน้นด้านเทคนิคเชิงลึกแบบวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการใช้ AI ในชีวิตการเรียนและการทำงานจริง ลดช่องว่างความรู้พื้นฐานที่มักทำให้การใช้เทคโนโลยีเสี่ยงหรือผิดจริยธรรม
ความหมายต่อมหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานในอนาคต
จากมุมของสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ ความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อยอดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังคนที่มีคุณภาพของตลาดแรงงานในอนาคต ในเชิงนโยบาย การที่มหาวิทยาลัยนำหลักสูตร AI Literacy เข้าไปผูกกับวิชาพื้นฐาน แทนที่จะจำกัดอยู่แค่คอร์สเลือกเรียน แสดงให้เห็นว่า AI ถูกยกระดับเป็นทักษะโครงสร้างเหมือนการอ่านออกเขียนได้หรือการคิดวิเคราะห์ การขยับเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างโลกการศึกษากับโลกการทำงาน เพราะบัณฑิตไม่ได้เพียงรู้ว่า AI คืออะไร แต่รู้วิธีใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ และตระหนักถึงผลกระทบต่อสังคม การร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับบริษัทโทรคมนาคมจึงไม่ใช่แค่โครงการ CSR แต่เป็นการออกแบบระบบทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ในระดับโครงสร้าง






