เมื่อคนบันเทิงไทยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนรันเวย์แฟชั่นโลก
รันเวย์แฟชั่นโลก คือพื้นที่ที่ดีไซเนอร์ แบรนด์หรู และเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการมาบรรจบกันเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ สร้างภาพจำ และกำหนดแนวโน้มสไตล์ให้ผู้คนทั้งโลกเห็นพร้อมกัน การขึ้นเวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินแบบหรือโพสท่า แต่คือการส่งสัญญาณว่าใครกำลังมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัย และใครกำลังถูกนับเป็นศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่นในระดับสากล สิ่งที่เห็นชัดจากซีซันล่าสุด คือเสียงของแบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยเริ่มดังก้องในงานรันเวย์ระดับท็อป ไม่ว่าจะเป็นเซเลบริตี้โชว์แฟชั่นในโซลหรือ นิวยอร์กแฟชั่นวีก ภาพของนักแสดงและศิลปินไทยที่นั่งฟรอนต์โรว์ เดินรันเวย์ หรือร่วมคุยเบื้องหลังกับดีไซเนอร์ กำลังเปลี่ยนจากโมเมนต์ “ตัวแทนประเทศ” ไปสู่การเป็นผู้เล่นตัวหลักในระบบแฟชั่นหรูอย่างแท้จริง
โซลแฟชั่นวีกและก้อง ก้องภพ เมื่อนักแสดงวายก้าวสู่บทบาทโมเดล
กรณีศึกษาที่น่าจับตาที่สุดบนเวทีโซลคือการปรากฏตัวของ ก้อง ก้องภพ จิโรจน์มนตรี นักแสดงจากซีรีส์วายในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยสายแฟชั่นที่เริ่มชัดเจนขึ้น เขาถูกจับภาพระหว่างซ้อมเดินแบบให้กับแบรนด์ MMAM ที่ Dongdaemun Design Plaza ในกรุงโซล เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ก่อนการเปิดตัวบนรันเวย์อย่างเป็นทางการ จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การได้ขึ้นซ้อมรันเวย์ แต่คือการที่ชื่อของเขาถูกวางเคียงข้างวิสัยทัศน์ของพัคฮยอน ซีอีโอและดีไซเนอร์ของ MMAM แบรนด์ร่วมสมัยที่ตั้งใจนิยาม K-Fashion ใหม่ด้วยโครงเสื้อแบบดีคอนสตรักชันและการเล่นเท็กซ์เจอร์ที่กล้าท้ากรอบเดิม ก้องไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นหุ่นเคลื่อนที่ เขากำลังเป็นภาษากายที่ช่วยแปลความซับซ้อนของงานออกแบบให้คนดูเข้าใจผ่านเสน่ห์และบุคลิกเฉพาะของตนเอง การซ้อมรันเวย์ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนเบื้องหลังการร่วมงานระหว่างดีไซเนอร์ต่างชาติและนักแสดงไทย ที่ต่างฝ่ายต่างต้องปรับจังหวะและมุมมอง เพื่อสร้างรันเวย์ที่มีพลังร่วมกันมากกว่าการเป็นแค่โชว์ภาพสวย

สามหนุ่มเจมีไนน์ โฟร์ท ภูวินทร์ กับบทบาทฟรอนต์โรว์ใน Tommy Hilfiger ที่นิวยอร์ก
ข้ามฟากมาที่ นิวยอร์กแฟชั่นวีก แบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยอีกสามคนอย่าง เจมีไนน์ นรวิชญ์ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ และภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน บินไปร่วมชมแฟชั่นโชว์ Tommy Hilfiger คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน 2027 ณ The Plaza Hotel ในนิวยอร์ก การนั่งฟรอนต์โรว์ในลุคอเมริกันคลาสสิกของทั้งสามคนจึงไม่ใช่แค่ภาพแฟนเซอร์วิส แต่คือการตอกย้ำว่าศิลปินไทยกำลังถูกนับเป็นกลุ่มลูกค้าหลักและผู้กำหนดรสนิยมของแบรนด์ระดับโลก บรรยากาศในโชว์เต็มไปด้วยเซเลบริตี้โชว์แฟชั่นจากแถวหน้าของเอเชีย ตั้งแต่แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกอย่าง JISOO ไปจนถึง Jung Hae In และศิลปินอีกหลากหลาย การที่ทั้งสามหนุ่มเข้าไปอยู่ในวงสนทนาเดียวกัน สื่อสารภาษาแฟชั่นผ่านสไตล์และท่าทีมั่นใจ คือภาพชัดว่าแบรนด์ไม่มองพวกเขาเป็นเพียงตัวแทนตลาดใหม่ แต่เป็น “เพื่อนร่วมวงการ” ที่เดินไปด้วยกันในระยะยาว แง่มุมที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือเบื้องหลังการพูดคุยของทั้งสามกับทีมงานเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบ ที่นำไอเท็มยุค 1990s มาตีความใหม่ให้เข้ากับป็อปคัลเจอร์ร่วมสมัย แต่ยังรักษาความคลาสสิกของแบรนด์เอาไว้ นี่คือบทสนทนาระหว่างคนทำแฟชั่นกับคนที่เข้าใจวัฒนธรรมแฟนดอมซึ่งมีพลังขับเคลื่อนตลาดยุคนี้อย่างแท้จริง
จากแขกในงานสู่ผู้กำหนดทิศทาง แบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยกำลังส่งสัญญาณอะไร
เมื่อดูทั้งกรณีของก้อง ก้องภพ บนเวทีโซล และสามหนุ่มเจมีไนน์ โฟร์ท ภูวินทร์ในนิวยอร์ก จะเห็นโครงเรื่องเดียวกันคือ การที่ศิลปินไทยไม่ได้หยุดแค่การเป็นแขกรับเชิญ แต่เริ่มมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในระบบแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการปรับท่วงท่าการเดินให้สอดคล้องกับงานดีคอนสตรักชันของ MMAM หรือการสนทนาเรื่องแรงบันดาลใจคอลเล็กชั่นกับทีม Tommy Hilfiger แบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยกำลังสื่อสารว่านี่คือความร่วมมือ ไม่ใช่การว่าจ้างทางการตลาดแบบผิวเผิน คำพูดที่น่าจดจำจากภาพรวมเหตุการณ์นี้คือ “คนบันเทิงไทยไม่ได้ถูกเชิญมาเพื่อเติมเก้าอี้ที่ว่าง แต่เพื่อเติมมุมมองที่วงการแฟชั่นโลกต้องการ” ข้อเท็จจริงที่ว่าศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถกลายเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์หรูระดับโลก แปลว่ารสนิยมและพลังของผู้บริโภคในภูมิภาคกำลังถูกนับเป็นแกนกลางของการตัดสินใจ
อนาคตของรันเวย์เมื่อเสียงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังกว่าเดิม
เมื่อรันเวย์แฟชั่นโลกเปิดพื้นที่ให้เซเลบริตี้จากภูมิภาคใหม่ๆ มากขึ้น เสียงที่สะท้อนกลับไปหาแบรนด์หรูย่อมเปลี่ยนไปตามนั้น เหตุการณ์ในโซลและนิวยอร์กครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของสมดุลอำนาจทางวัฒนธรรมแบบใหม่ ที่คนดู แฟนคลับ และผู้บริโภคไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลวงแฟชั่นดั้งเดิมอีกต่อไป สำหรับวงการแฟชั่น นี่คือโอกาสในการออกแบบเส้นเรื่องใหม่ของแบรนด์ ร่วมมือกับคนบันเทิงจากภูมิภาคที่มีฐานแฟนเหนียวแน่นและมีทัศนคติเปิดรับความหลากหลาย สำหรับศิลปิน การขึ้นรันเวย์หรือฟรอนต์โรว์จึงไม่ใช่แค่รางวัลปลายทาง แต่เป็นเวทีให้ขยายบทบาทจากนักแสดงหรือนักร้อง ไปสู่ผู้ร่วมสร้างวัฒนธรรมแฟชั่นร่วมสมัยอย่างเต็มตัว สุดท้าย การที่เราพูดถึงรันเวย์ในโซลและ นิวยอร์กแฟชั่นวีก ผ่านชื่อของก้อง เจมีไนน์ โฟร์ท และภูวินทร์ แสดงชัดว่าคำว่า เซเลบริตี้โชว์แฟชั่น ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศต้นทางของแบรนด์อีกต่อไป ใครที่มีพลังเรื่องเล่าและสไตล์ชัดเจน มีสิทธิ์ขึ้นเป็นตัวละครหลักบนเวทีโลกได้เท่ากัน






