Foxconn ขยายตัวสู่โรงงาน EV ไต้หวัน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

Foxconn ขยายตัวสู่โรงงาน EV ไต้หวัน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

Foxconn พลิกบทบาท: จาก OEM มือหนึ่งสู่ผู้เล่นหลักโรงงาน EV ไต้หวัน

การขยายตัวของ Foxconn จากบริษัทรับจ้างผลิตอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การสร้างโรงงาน EV ไต้หวันและต่างภูมิภาค คือการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ที่ผลักดันบริษัทให้ก้าวจากผู้ประกอบการสาย OEM มาเป็นแกนกลางของการผลิตรถไฟฟ้าและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร สะท้อนการขยับโครงสร้างห่วงโซ่ซัพพลายของโลก ที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเริ่มต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีมากกว่าผู้ผลิตรถแบบดั้งเดิมเองด้วยการลงทุนแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับผู้เล่นใหม่ในตลาดการผลิตรถไฟฟ้า.

หัวใจของการเปลี่ยนทิศครั้งนี้คือการประกาศของ Young Liu ประธาน Foxconn ว่าบริษัทจะเริ่มสร้างโรงงานผลิตรถ EV ในหลายภูมิภาคตั้งแต่ปีหน้า โดยเลือกตลาดสำคัญสำหรับโรงงานชุดแรก พร้อมวางตัวให้เป็นทั้งผู้รับจ้างผลิตรถไฟฟ้าและผู้ขายเทคโนโลยีแพลตฟอร์มให้ค่ายรถรายอื่น. ทิศทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตามกระแสสีเขียว แต่คือการป้องกันความเสี่ยงจากการชะลอตัวของตลาดสมาร์ทโฟน และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปสู่อุปกรณ์สั่งการด้วยเสียง รวมถึงอุปกรณ์สมาร์ตโฮมในระยะยาว.

Foxconn ขยายตัวสู่โรงงาน EV ไต้หวัน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

ดีลร่วมทุนและตัวเลขผลิตที่เผยภาพการผลิตรถไฟฟ้าระดับภูมิภาค

เมื่อ Young Liu ประกาศในเวทีประชุมนักลงทุนว่าบริษัทเลือกหลายตลาดเป็นฐานตั้งโรงงาน EV และจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปีหน้า ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็เริ่มชัดเจนขึ้นทันที. สำหรับโรงงาน EV แห่งหนึ่ง บริษัทจับมือกับพันธมิตรด้านพลังงานรายใหญ่โดยตั้งใจให้เป็นการร่วมทุน พร้อมคาดว่าจะเริ่มสร้างโรงงานได้ในปี 2022 และเดินสายการผลิตจริงในปี 2023. กำลังผลิตต่อปีถูกตั้งเป้าไว้ระหว่าง 150,000 ถึง 200,000 คัน ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้มองตลาดนี้เป็นแค่การทดลอง แต่มองว่าคือเสาหลักใหม่ของรายได้ในอนาคต.

ตัวเลขกำไรในไตรมาสสองที่ผ่านมาก็ยืนยันภาพการเงินที่แข็งแรงพอสำหรับการลงทุนเชิงรุก Foxconn รายงานกำไรเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นการเติบโตในไตรมาสเดียวสูงสุดในประวัติบริษัท. ควบคู่กันนั้นยังมีการเตรียมงบลงทุนซื้อโรงงานผลิตชิปมูลค่าสูง เพื่อเสริมเสถียรภาพฝั่งเซมิคอนดักเตอร์รองรับวิกฤตชิปขาดแคลนในอนาคต. เมื่อรวมกับดีลร่วมมือกับค่ายรถหลากหลาย เช่น FCA ในสหรัฐฯ และ Vinfast ในตลาดยานยนต์ภูมิภาค ภาพใหญ่ชี้ว่า Foxconn กำลังย้ายศูนย์ถ่วงธุรกิจจากสมาร์ทโฟนไปสู่การผลิตรถไฟฟ้าในแบบเครือข่ายโรงงานระดับโลก.

Foxconn ขยายตัวสู่โรงงาน EV ไต้หวัน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

จากสายการผลิต iPhone สู่แพลตฟอร์มรถไฟฟ้าและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่

การผลิตรถไฟฟ้าไม่ใช่แค่การตั้งโรงงานประกอบรถอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันเชิงแพลตฟอร์มและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่ลึกและซับซ้อน Foxconn ซึ่งเดิมเป็นผู้ผลิต iPhone ให้แบรนด์เทคโนโลยีรายใหญ่ กำลังใช้ความชำนาญด้านการผลิตและซัพพลายเชนไปต่อยอดในโลก EV ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เพื่อขายต่อให้บริษัทที่ต้องการเข้าตลาดรถไฟฟ้าโดยลดเวลาพัฒนาเอง. การเปิดตัวแบรนด์ Foxtron ที่จับมือกับผู้ผลิตรถในภูมิภาคเพื่อสร้างไลน์รถ SUV, Sedan และรถโดยสารขนาดใหญ่ ก็เป็นสัญญาณว่าบริษัทไม่ได้จำกัดบทบาทตัวเองอยู่ในฐานะผู้รับจ้างผลิตอีกต่อไป แต่ต้องการสร้างแบรนด์ปลายทางในตลาดรถไฟฟ้า.

จุดแข็งสำคัญของ Foxconn อยู่ที่การเชื่อมโลกอิเล็กทรอนิกส์กับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และชิ้นส่วนรถยนต์อย่างแนบสนิท การแต่งตั้ง Jun Seki อดีตเบอร์ใหญ่จากค่ายรถญี่ปุ่นและจีน ให้ดูแลกลยุทธ์ธุรกิจ EV เป็นการดึงองค์ความรู้จากยานยนต์ดั้งเดิมเข้ามาผสมกับวัฒนธรรมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์[Terry Gou ไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างตรงตามข้อกำหนด]. เมื่อประกอบกับแผนสร้างโรงงานแบตในไต้หวันเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดแบตเตอรี่รถ EV ที่กำลังคึกคัก ภาพของ Foxconn ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะไม่ใช่แค่ “ยักษ์ OEM อิเล็กทรอนิกส์” แต่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการผลิตรถไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานที่ผู้เล่นรถยนต์ทั่วโลกต้องพึ่งพา.

Foxconn ขยายตัวสู่โรงงาน EV ไต้หวัน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

เทคโนโลยีจีนกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่โลกถอนตัวยาก

แม้ Foxconn เป็นบริษัทสัญชาติไต้หวัน แต่การเคลื่อนตัวเข้าสู่การผลิตรถไฟฟ้าและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ก็หนีไม่พ้นต้องเผชิญโครงสร้างซัพพลายเชนที่จีนครองบทบาทสำคัญอยู่แล้ว Soumen Mandal ชี้ว่าค่ายรถจีนหลายรายมีส่วนแบ่งตลาด EV ทั่วโลกรวมกันเกือบสองในสาม ขณะที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติจีนถือครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบ 70% ซึ่งเกิดจากทั้งสเกลการผลิต ความลึกของกระบวนการ และห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรที่สร้างขึ้นมานาน. ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณี Ford ที่ต้องนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP จากบริษัทจีนไปใช้ในโรงงานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในสหรัฐ.

ตามคำอธิบายของ Kitty Fok โครงสร้างในกลุ่มแบตเตอรี่ EV ได้เปลี่ยนผ่านไปแล้วจนการเปลี่ยนซัพพลายเออร์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาหลายปีผ่านการออกแบบ วิศวกรรม การทดสอบ และการขอใบรับรองใหม่ทั้งหมด. นั่นทำให้แม้มีแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์จากการขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีน จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง และสกัดการลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และ AI บริษัทระดับโลกก็ยังต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงทางการเมืองกับความจำเป็นเชิงพาณิชย์ในชีวิตจริงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถไฟฟ้า.

โลกเทคโนโลยีแบบแตกย่อยแต่ใช้งานจริง กับบทบาทใหม่ของ Foxconn

เมื่อสหรัฐคุมเข้มการส่งออกชิปและเครื่องจักรให้จีน และออกมาตรการแบนบริษัทชิปต่างๆ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกกำลังเคลื่อนสู่โหมด “แตกย่อยแต่ยังต้องใช้งานจริง” นักวิเคราะห์ประเมินว่าโลกจะไม่คว่ำบาตรเทคโนโลยีจีนทั้งหมด และก็ไม่เปิดรับแบบไร้ข้อกังขา แต่จะแบ่งแยกตามอุตสาหกรรมบางส่วน โดยเฉพาะด้านชิปขั้นสูง ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ และเทคโนโลยีด้านความมั่นคง. ขณะเดียวกัน ฝั่งซอฟต์แวร์และ AI จากจีนกำลังโตผ่านแนวทางโอเพนซอร์ส ทำให้นักพัฒนาทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และถูกเลือกใช้ด้วยเหตุผลด้านมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ราคา.

ในบริบทนี้ Foxconn จึงไม่ได้แค่ขยายโรงงาน EV ไต้หวันและภูมิภาคอื่น แต่กำลังวางตัวเองให้กลายเป็นโหนดสำคัญในระบบนิเวศที่แตกย่อยนี้ ผ่านการลงทุนในโรงงานชิป การสร้างแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการผลิตรถไฟฟ้า และการเข้าไปใกล้ชิดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ที่จีนครองอยู่. ผลลัพธ์คือบริษัทที่เคยเป็นเพียงเงาหลังแบรนด์มือถือระดับโลก กลับกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของการผลิตรถไฟฟ้าและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในยุคที่การเมืองและการค้าเดินสวนกัน แต่ทุกฝ่ายยังต้องกลับมาพึ่ง “การผลิตจริง” เป็นตัวชี้ขาดในท้ายที่สุด.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!