ZestBuyZestBuy

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์
ความสนใจ|แต่งหน้า

คลื่นใหม่ของแบรนด์บิวตี้ไทย: จากโลคัลสู่สากลผ่าน TikTok และชุมชนแฟนคลับ

คลื่นใหม่ของแบรนด์บิวตี้ไทย คือการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์เมคอัพไทยและแบรนด์บิวตี้ที่ใช้ตัวตนครีเอเตอร์และชุมชนแฟนคลับเป็นหัวใจ ขยายจากตลาดเครื่องสำอางภายในประเทศไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยการเล่าเรื่องบนโซเชียลมีเดีย การออกแบบโปรดักต์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ และการให้ความสำคัญกับคุณภาพในราคาจับต้องได้ ทำให้ธุรกิจความงามไทยเริ่มยืนในแถวหน้าเคียงคู่แบรนด์ระดับโลกได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

สาระสำคัญคือ แบรนด์บิวตี้ไทยรุ่นใหม่เลิกคิดแบบรับจ้างผลิตแล้วรอขาย แต่กล้าบอกความเห็นและสร้างจุดยืนของตัวเอง WITHAT กลายเป็นไอคอนบน TikTok ด้วยเนื้อหาที่เน้นความมั่นใจมากกว่าความเพอร์เฟกต์ Happy Sunday เติบโตจากความฝันของครีเอเตอร์ที่อยากสร้าง “อาณาจักร” ของตัวเอง ขณะที่ sasi เป็นตัวอย่างของการอัปเกรดแบรนด์เก่าให้กลายเป็น Beauty and Lifestyle Brand เพื่อเข้าหาคนรุ่นใหม่โดยตรง ภูมิทัศน์ของตลาดเครื่องสำอางเลยไม่ใช่สนามของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นสนามของคนที่เข้าใจผู้ตามในโลกออนไลน์ลึกที่สุด

เมื่อมองภาพรวม ธุรกิจความงามไทยกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง โดยมีการระบุว่าตลาดเครื่องสำอางและบิวตี้เติบโต 5% มีมูลค่า 170,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่ามีที่ว่างให้ทุกคน แต่แปลว่ามีพื้นที่ให้แบรนด์ที่ “แตกต่างและจริงใจ” เท่านั้น ผู้เล่นหน้าใหม่จึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเหตุผลที่ลูกค้าต้องเลือกเราคืออะไร ไม่ใช่แค่ราคาถูกหรือแพ็คเกจน่ารัก แต่คือคุณค่าที่จับต้องได้ เช่น ความปลอดภัย ความสนุก ความมั่นใจ หรือการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่แบรนด์สร้างขึ้น

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์

WITHAT: ไวรัลบน TikTok และรางวัล Best Selling ที่ไม่ได้มาด้วยดวง

WITHAT คือตัวอย่างว่าถ้าเข้าใจภาษาของแพลตฟอร์มและความรู้สึกของผู้ใช้ แบรนด์บิวตี้ไทยก็สามารถไต่ขึ้นไปยืนแถวหน้าของตลาดได้อย่างรวดเร็ว WITHAT เป็นแบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยที่ปังบน TikTok ตั้งแต่ปี 2023 และครองใจสาวๆ บนแพลตฟอร์มนี้ได้เต็มๆ ไม่ใช่แค่ดังในโลกออนไลน์ แต่ยอดขายจริงยังเติบโตจนคว้ารางวัล Best Selling Awards จากพันธมิตรค้าปลีกความงาม ซึ่งสะท้อนว่ากระแสบน TikTok สามารถแปลงเป็นยอดขายที่จับต้องได้เมื่อแบรนด์เข้าใจเส้นทางลูกค้าแบบครบวงจร

หัวใจของ WITHAT คือการวางตัวเป็น “เพื่อนคู่ใจ” มากกว่าครูสอนความงาม ชื่อแบรนด์เกิดจากการรวมคำว่า WITH กับ HAT เพื่อสื่อถึงของชิ้นเล็กๆ ที่อยู่กับทุกเช้า แนวคิดนี้สะท้อนผ่านโปรดักต์ที่หลากหลาย ทั้งเมคอัพ สกินแคร์ และของใช้ไลฟ์สไตล์ เช่น Twists Perfume น้ำหอมพกพาหลายกลิ่น Brush Cleanser ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน หรือ Juicy Jelly Tint ที่กลายเป็นไวรัลลิปทินท์บนโซเชียล

สิ่งที่ทำให้ WITHAT แตกต่างคือการเน้นสูตรอ่อนโยนและ Clean Beauty หลายตัวเป็นสูตร 11-Free ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่มีการทดลองในสัตว์ ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่อยากสวยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย จุดนี้สะท้อนแนวทางใหม่ของผลิตภัณฑ์เมคอัพไทย ที่ไม่เพียงสวยแต่ต้องปลอดภัยและมีจริยธรรม พร้อมกันนั้น WITHAT ยังเดินเกมออฟไลน์ด้วยการเข้าไปวางขายในร้านความงามชั้นนำและจับมือศิลปินอย่าง Proxie เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับแฟนๆ แบรนด์จึงไม่ได้เป็นแค่ไวรัลชั่วคราว แต่เริ่มกลายเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในตลาดเครื่องสำอางที่แข่งขันดุเดือด

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์

Happy Sunday: จากครีเอเตอร์สายบิวตี้ สู่แบรนด์ที่ยืนระยะได้ 8 ปี

หาก WITHAT คือภาพของแบรนด์ที่โตเร็ว Happy Sunday คือภาพของแบรนด์ที่เติบโตช้าแต่มั่นคง แบรนด์นี้เกิดจากความตั้งใจของ “ไอซ์ พาดี้” หรือภาวิดา ชิตเดชะ คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายบิวตี้ที่อยู่ในวงการมากกว่า 10 ปีและมีแฟนคลับเติบโตมาพร้อมกัน ก่อนจะตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองเพราะอยากมี “อาณาจักรแห่งความสุข” ที่ไม่ขึ้นอยู่กับการต้องออกหน้ากล้องทุกวัน นี่คือการใช้ทุนทางคอนเทนต์และความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม มาต่อยอดเป็นธุรกิจความงามไทยที่มีชีวิตของตัวเอง

Happy Sunday เริ่มจากสินค้าไลฟ์สไตล์สีสันสดใสตามตัวตนสาย Maximalism ของเจ้าของแบรนด์ เช่น ถุงเท้า แก้วทัมเบลอร์ เคสโทรศัพท์ ไปจนถึงเมคอัพอย่างลิป อายแชโดว์ คอนซีลเลอร์ และสครับขัดผิว ซึ่งเป็นโปรดักต์แรกเพราะเจ้าตัวมีปัญหาหน้ากับตัวคนละสี การเล่าเรื่องตรงๆ แบบนี้ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ง่าย เพราะรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์เกิดจากปัญหาจริง ไม่ใช่สูตรที่คิดขึ้นมาเพียงเพื่อการตลาด

เส้นทาง 8 ปีของ Happy Sunday ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การที่ไอซ์ไม่ได้มีพื้นฐานด้านธุรกิจทำให้ต้องเรียนรู้เรื่องต้นทุน ระบบหลังบ้าน และการจัดการเงินแบบลองผิดลองถูก เธอยอมรับว่าตัวเองเป็น “นักแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่เรื่องเงินทุนจนถึงปัญหาในแต่ละช่วงของการเติบโต แต่วันนี้ Happy Sunday กลายเป็นแบรนด์ที่มี Branding ชัดเจน และเจ้าของเข้าใจธุรกิจมากขึ้น บทเรียนสำคัญคือ ครีเอเตอร์ที่อยากสร้างผลิตภัณฑ์เมคอัพไทยของตัวเองต้องพร้อมเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว ไม่ใช่แค่คนมีไอเดียและฐานแฟนคลับ

sasi: การรีแบรนด์จากเครื่องสำอางดั้งเดิมสู่ Beauty & Lifestyle ของคนรุ่นใหม่

sasi (ศศิ) คือตัวอย่างชัดเจนของแบรนด์ที่มองเห็นว่าการยืนอยู่กับที่คือความเสี่ยง บริษัทเจ้าของแบรนด์ศรีจันทร์แตกแบรนด์ใหม่ชื่อ sasi เพื่อขยายฐานลูกค้าของ SRICHAND ไปสู่กลุ่ม Young Generation โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 16-35 ปี ที่มองหาเครื่องสำอางคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และตอบโจทย์ทั้งการดูแลผิวและการแต่งหน้าประจำวัน แทนที่จะยึดติดกับภาพเครื่องสำอางดั้งเดิม sasi เลือกรีพอติชันตัวเองจาก Cosmetics Brand สู่ Beauty and Lifestyle Brand อย่างเต็มตัว

แบรนด์ไม่ได้ขายแค่เมคอัพ แต่ขายวิธีใช้ชีวิตผ่านแฟชั่นและทัศนคติ sasi เพิ่มไลน์สินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ หมวก และกระเป๋า ที่ออกแบบด้วยลายโมโนแกรม sasi Squad ซึ่งสื่อถึงกลุ่มเพื่อนสาวที่ให้กำลังใจกัน พร้อมปล่อยแคมเปญ #ศิว่าได้ และแนวคิด Because Girl Can ที่เน้นเรื่องความมั่นใจของผู้หญิง และเข้าไปจับพื้นที่วัยรุ่นอย่าง GUMP’s Ari ให้เป็นมุมถ่ายรูปสุดชิค ที่แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์จริง

ในเชิงผลิตภัณฑ์ sasi ยังชูจุดแข็งด้าน Color Cosmetics ผ่าน Girls Can Collection ที่ออกแบบมาเพื่อเติมความมั่นใจจากภายในและภายนอก สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าธุรกิจความงามไทยไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่ในชั้นวางเครื่องสำอาง แต่สามารถขยายไปสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบได้ หากเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่มองความงามเป็นเรื่องของการมิกซ์แอนด์แมตช์ชีวิตมากกว่าการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียว การขยับจากแบรนด์ดั้งเดิมสู่แบรนด์ลูกที่กล้าลองอะไรใหม่ๆ ทำให้ sasi มีโอกาสเข้าใกล้หัวใจผู้บริโภครุ่นใหม่ทั้งในและนอกประเทศ

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์

บทสรุป: ถ้าคุณไม่สร้างชุมชน คุณก็แค่ขายของ

เมื่อมองพร้อมกันทั้ง WITHAT, Happy Sunday และ sasi จะเห็นแพทเทิร์นเดียวกันชัดเจน คือการใช้พลังครีเอเตอร์และชุมชนเป็นแกนกลางของแบรนด์ แทนที่จะเริ่มจากโรงงานหรือช่องทางขาย แบรนด์บิวตี้ไทยยุคนี้เริ่มจากเรื่องเล่า ตัวตน และความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม แล้วค่อยต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และการกระจายสินค้า ในตลาดเครื่องสำอางที่ตัวเลือกมีไม่สิ้นสุด การทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์เป็น “เพื่อน” หรือ “อาณาจักรแห่งความสุข” อาจกลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรงกว่าการลดราคาอีกหนึ่งรอบ

ผลกระทบต่อผู้บริโภคชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้มีตัวเลือกผลิตภัณฑ์เมคอัพไทยที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและอัตลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น อย่างสูตร 11-Free Clean Beauty ของ WITHAT ที่ตอบโจทย์คนที่ไม่อยากเสี่ยงระคายเคือง การขยายตัวของตลาดเครื่องสำอาง 5% มูลค่า 170,000 ล้านบาท บอกเราว่าผู้บริโภคพร้อมเปิดใจให้ผู้เล่นหน้าใหม่ ถ้าแบรนด์กล้าชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง สำหรับครีเอเตอร์และผู้ประกอบการที่อยากลงสนาม ธุรกิจความงามไทยวันนี้ไม่ใช่สนามของคนทุนหนาอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นสนามของคนที่สร้างความหมายให้กับความสวยจากภายในสู่ภายนอก

แบรนด์บิวตี้ไทยยุคใหม่ บุกตลาดเครื่องสำอางโลกด้วยพลังครีเอเตอร์

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!