มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อสังคมวันนี้
มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติคือพื้นที่เรียนรู้สาธารณะขนาดใหญ่ที่เชื่อมงานวิจัย นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ความรู้ให้กลายเป็นประสบการณ์จริงที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ ผ่านนิทรรศการ การทดลอง และกิจกรรมลงมือทำ ที่ออกแบบให้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจโลกและแก้ปัญหาของสังคมร่วมสมัย นับตั้งแต่การดูดซับแรงบันดาลใจจากอดีต ไปจนถึงการสำรวจเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเรา
หัวใจของปีนี้ชัดเจนตั้งแต่แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ที่ไม่เพียงจัดเป็นงานนิทรรศการ แต่ประกาศบทบาทของวิทยาศาสตร์ต่อความยั่งยืนของมนุษย์โดยตรง งาน NST Fair 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดงาน
จุดต่างของมหกรรมครั้งนี้คือการยืนยันว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่โลกเฉพาะของนักวิจัย แต่เป็น “พื้นที่สาธารณะ” ให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนเข้าไปจับต้อง ตั้งคำถาม และค้นพบเส้นทางของตัวเองผ่าน นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเรียนรู้

จากสุริยุปราคาหว้ากอถึงวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ: ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต
ถ้าจะเข้าใจ มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ วันนี้ เราต้องย้อนกลับไปที่วันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งถูกประกาศให้เป็น วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ณ บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำ ก่อนคณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อปี 2525 เทิดพระเกียรติพระองค์เป็น “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และกำหนดวันที่ 18 สิงหาคมเป็นวันแห่งวิทยาศาสตร์ของชาติ
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่การจดจำเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่คือการใช้เรื่องราวนี้สร้างวัฒนธรรมการคิดอย่างมีเหตุผล การสังเกต และการพิสูจน์ ซึ่งเป็นฐานคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ NSM ใช้บริบทนี้เชิญชวนเด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนร่วมรำลึกพระอัจฉริยภาพ พร้อมเดินตามรอยพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่เทคโนโลยีอนาคตภายในงาน NST Fair 2026
ข้อความที่ควรจำบันทึกได้คือ “วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปีมีความสำคัญยิ่งต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณสุริยุปราคาที่หว้ากอได้อย่างแม่นยำ” นี่ไม่ใช่เพียงเกียรติประวัติของกษัตริย์ แต่คือจุดเริ่มต้นของการวางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติและการศึกษา

Royal Pavilion และนิทรรศการหลัก: เมื่อพระราชกรณียกิจกลายเป็นห้องเรียนสาธารณะ
สิ่งที่สะท้อนความตั้งใจของงานมหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติในปีนี้อย่างชัดเจนคือ Royal Pavilion นิทรรศการเทิดพระเกียรติที่เล่าเรื่องพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในหลายมิติ ตั้งแต่ The Intelligent Science ที่ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 4 ในด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ ไปจนถึง The Intelligent Earth ที่ว่าด้วยพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 ในการใช้วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาดินและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
ยังมี The Intelligent Rain ที่สืบสานและต่อยอดศาสตร์ฝนหลวงในรัชกาลที่ 10 ผ่านเทคโนโลยีอากาศยาน การจัดการน้ำและลดปัญหาฝุ่นควัน The Intelligent Forest ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้านการฟื้นฟูป่าและอาชีพชุมชน The Intelligent Biodiversity ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ และ The Intelligent Ocean ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์
พร้อมกันนี้ยังมีนิทรรศการหลักอีกสี่ชุดที่พาเรื่องวิทยาศาสตร์ให้ใกล้ชีวิตมากขึ้น ได้แก่ Rare Earth: The Invisible Power หรือ “ตามล่าหาแร่” ที่เปิดโลกธาตุหายากเบื้องหลังเทคโนโลยีรอบตัว นิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่ชวนสำรวจโลกปัญญาประดิษฐ์ นิทรรศการ The Hidden World of Rangelands หรือ “ความลับของท้องทุ่ง” และนิทรรศการ Over the Bloom – ดอกไม้เปลี่ยนโลก

เวทีนโยบายและแรงบันดาลใจ: เมื่อรัฐ นักวิจัย และเยาวชนยืนอยู่ในห้องเดียวกัน
งาน มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลนิทรรศการ แต่เป็น “พื้นที่การเมืองของวิทยาศาสตร์” ที่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ และเยาวชนมาอยู่ร่วมกันในบริบทเดียว พิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล และนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ ในฐานะผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนันเน้นว่าท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็วด้วยเทคโนโลยีและ AI งานวิทย์ฯ 69 ต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง เขาชี้ว่า “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ”
ด้านการยกย่องกำลังคนคุณภาพ งานยังมีการมอบ Prime Minister’s Science Award 2026 ให้โครงการเยาวชน 5 รางวัลและครู 2 รางวัล ซึ่งผลงานตั้งแต่ระบบควบคุมศัตรูพืชอัตโนมัติไปจนถึงแพลตฟอร์มใช้ AI วินิจฉัยโรค สะท้อนว่าวิทยาศาสตร์และปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังถูกใช้ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อมแล้วในวันนี้

เมื่อมหกรรมวิทย์ฯ กลายเป็นประตูสู่อาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดที่น่าสนใจที่สุดของ มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปีนี้คือการตั้งใจเปลี่ยน “งานแสดงวิทยาศาสตร์” ให้เป็น “ประตูสู่อนาคต” สำหรับผู้มาเยี่ยมชมทุกคน NSM ระบุชัดว่าต้องการให้วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติเป็นมากกว่าวันที่เด็กจำเรื่องสุริยุปราคา แต่เป็นวันที่ทุกคนเห็นกระบวนการตั้งคำถาม การสังเกต และการพิสูจน์ว่าสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตและเส้นทางอาชีพได้
ภายในงานมีทั้ง Science Lab และกิจกรรม Coding & AI ให้เด็กและประชาชนได้เรียนรู้แบบ Interactive Learning พร้อมผลงานวิจัยล้ำสมัย เช่น อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำรวจดวงจันทร์ CE-7MATCH ฝีมือคนไทย ที่ทำให้แนวคิดการสำรวจอวกาศหลุดออกจากตำราและเข้ามาอยู่ตรงหน้า ที่สำคัญ งานเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00–19.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ในภาพใหญ่ มหกรรมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ กำลังทำสิ่งที่ระบบการศึกษาในห้องเรียนเพียงลำพังทำไม่ได้ นั่นคือการทำให้วิทยาศาสตร์มีใบหน้า มีเรื่องเล่า และมีทางเลือกอาชีพที่จับต้องได้สำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งในระดับชาติและการขยายสู่ภูมิภาคผ่านมหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาคที่จัดขึ้นควบคู่กัน หากเราต้องการสังคมที่คิดอย่างมีเหตุผลและใช้ นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาโลก งานแบบนี้ควรถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม







