ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

ยุคที่ร้านค้าหรูหราไม่ขายของ แต่ขายประสบการณ์และตัวตน

ยุทธศาสตร์ใหม่ของร้านค้าหรูหราคือการผสานแบรนด์ไอคอนิก ป๊อปอัพสโตร์ และการคัดสรรคอลเลกชันพิเศษ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ช้อปปิ้งให้กลายเป็นเวทีโชว์ตัวตน ไลฟ์สไตล์ และสถานะของผู้บริโภค มากกว่าจะเป็นแค่จุดขายสินค้าในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกลุ่มช้อปปิ้งเลิฟเวอร์ที่ต้องการทั้งอารมณ์ร่วมและเรื่องราวเบื้องหลังในทุกการใช้จ่าย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่าเกมค้าปลีกระดับพรีเมียมไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขา แต่ตัดสินกันที่ความหมายของการมาเยือนหนึ่งครั้งว่าทำให้ผู้บริโภครู้สึกพิเศษแค่ไหน หากร้านไหนยังยึดติดกับการขายแบบเดิมโดยไม่สร้างประสบการณ์ร่วม กำลังเสี่ยงถูกลดบทบาทเหลือเพียงจุดรับสินค้าในสายตาลูกค้ากระเป๋าหนักที่มีตัวเลือกมากมายในมือ

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

กรณีศึกษา Jim Thompson: จากแบรนด์ในตำนานสู่สนามแฟชั่นและกีฬา

Jim Thompson กำลังพิสูจน์ว่าแบรนด์ไอคอนิกสามารถรีเฟรมตัวเองได้ หากกล้าขยับจากการเป็นแบรนด์ของฝากมาเป็นแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์เต็มตัว แบรนด์ดึงกลุ่มแฟชั่นนิสต้าและช้อปปิ้งเลิฟเวอร์ด้วยการรวบรวมไอเทมสุดไอคอนิกกว่า 500 ชิ้น ตั้งแต่เสื้อเบลาส์ผ้าไหม กางเกง Fisherman ไปจนถึงกระเป๋าหลากทรงให้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ทุกสไตล์ แทนที่จะขายแค่ภาพจำเดิม ๆ ของผ้าไหมเรียบร้อย

ที่สำคัญ แบรนด์ยังใช้กลยุทธ์คอนเทนต์และแคมเปญสร้างภาพจำใหม่ เช่น ชวน 4 นักกีฬาไทยมาสวมบทแฟชั่นไอคอนหนึ่งวัน เพื่อนับถอยหลังสู่โอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส นี่คือการผูกเรื่องราวกีฬา แฟชั่น และความภูมิใจไว้ด้วยกันในเฟรมเดียว แถมยังต่อยอดด้วยการเปิดให้ช้อปทั้งหน้าร้านทุกสาขาและออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์ ทำให้ช้อปปิ้งเลิฟเวอร์เข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา

น่าสังเกตว่าแรงผลักสำคัญเกิดจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้หน้าร้านหลายแห่งต้องปิด และช่องทางอีคอมเมิร์ซยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แบรนด์จึงต้องลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแฟชั่นเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การขาดทุนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2560 ยืดเยื้อถึงปี 2565 นี่คือคำเตือนชัดเจนว่าถ้าแบรนด์หรูไม่เร่งเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ตั้งแต่วันนี้ วันหนึ่งอาจไม่มีโอกาสแก้เกม

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

สยามเซ็นเตอร์: เปลี่ยนศูนย์การค้าให้เป็นแคมปัสไลฟ์สไตล์สำหรับช้อปปิ้งเลิฟเวอร์

ในอีกด้านหนึ่ง สยามเซ็นเตอร์เลือกเดินกลยุทธ์ “เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์” โดยไม่แข่งกันลดราคา แต่แข่งกันเล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ผ่านการคัดสรรแบรนด์ใหม่ ๆ ซัมเมอร์ล่าสุด ศูนย์การค้าดึงทั้งแฟลกชิปสโตร์และแบรนด์น่าจับตาเข้ามาเติมสีสัน ตั้งแต่สายแฟ สายชิล สายดีไซน์ ไปจนถึงสายกิน เพื่อเปลี่ยนวันธรรมดาให้สนุกขึ้นได้ง่าย ๆ

ไลน์อัปใหม่อย่างแฟลกชิปสโตร์จากเกาหลี Wacky Willy ที่ชั้น M สร้างพื้นที่สีสันและดีเทลขี้เล่น ผ่านเสื้อยืดกราฟิกและโทนสีสด เหมาะกับคนที่อยากแต่งตัวให้สนุกขึ้นโดยไม่ต้องคิดเยอะ ขณะที่ WARA JEANS ชั้น 1 ตอบโจทย์กลุ่มที่มองหา "ทรงสวย ใส่แล้วมั่นใจ" ด้วยไซซ์ตั้งแต่ XS ถึง 4XL และกางเกงยีนส์ทรงยอดนิยม ทั้งหมดทำให้ศูนย์การค้าไม่ได้เป็นแค่สถานที่ซื้อของ แต่เป็นที่ทดลองสไตล์สำหรับช้อปปิ้งเลิฟเวอร์ที่อยากเปลี่ยนลุคบ่อย ๆ

เมื่อรวมกับแบรนด์เครื่องประดับอย่าง RAVIPA ที่เน้นดีไซน์มินิมอลและความหมายดี ๆ ในทุกชิ้น ไปจนถึง Sleeping Cloud ที่สร้างประสบการณ์ "ผ้าติดแอร์" เพื่อการพักผ่อนจริงจัง สยามเซ็นเตอร์จึงวางตัวเองเป็นสนามทดลองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร มากกว่าการปล่อยให้พื้นที่เช่าถูกใช้เป็นเพียงราวแขวนเสื้อผ้า

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

จากของเล่นจิ๋วถึงอาหารสไตล์ญี่ปุ่น: ทำไมประสบการณ์จึงสำคัญกว่าแบรนด์เดี่ยว

การรีเฟรชประสบการณ์ค้าปลีกของสยามเซ็นเตอร์ไม่ได้หยุดแค่แฟชั่น แต่ขยายไปถึงความบันเทิงและอาหารเพื่อให้การเดินหนึ่งทริปตอบโจทย์หลายมิติ nanoblock store Bangkok แห่งแรกที่ชั้น 1 รวมโมเดลจิ๋วจากญี่ปุ่น ทั้งรุ่นยอดนิยมและลิมิเต็ดสำหรับนักสะสม พร้อมไฮไลท์อย่างโมเดล “ต้มยำกุ้ง” ที่แปลงวัฒนธรรมอาหารเป็น Micro Block สร้างทั้งความสนุกและแพสชันการสะสมในพื้นที่เดียว

ด้านสายกิน Niku Niku Oh Kome ที่เปิดสาขาแรกในไทยในศูนย์การค้าเดียวกัน เลือกวางคอนเซ็ปต์ชัดว่า “ไม่ใช่แค่แฮมเบิร์ก แต่คือการทำให้ข้าวอร่อยขึ้นด้วยเนื้อ” ด้วยการใช้เนื้อสเต๊กคุณภาพบดสด ปรุงแบบเรียลไทม์ เสิร์ฟคู่ข้าวญี่ปุ่นหุงสด พร้อมข้าว ซุปมิโสะ และผักเติมได้ไม่อั้น นี่คือการยกระดับมื้ออาหารให้เป็นคอนเซ็ปต์สโตร์ของการกิน ไม่ต่างจากแฟลกชิปสโตร์ของแฟชั่น

เมื่อร้านค้าหรูหราและศูนย์การค้ารวมแบรนด์ดีไซน์ อาหาร และของสะสมไว้ใน ecosystem เดียว ประสบการณ์ช้อปปิ้งจึงไม่ใช่เส้นทางตรงจากประตูสู่แคชเชียร์ แต่เป็นการเดินทางวนที่เต็มไปด้วยจุดแวะพัก การลองเล่น และการแชร์ลงโซเชียล ซึ่งทั้งหมดนี้คือทุนทางวัฒนธรรมที่ดึงคนกลับมาซ้ำโดยไม่ต้องพึ่งโปรโมชั่นแรง ๆ

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

บทสรุป: ใครเข้าใจช้อปปิ้งเลิฟเวอร์มากกว่า คนนั้นชนะ

สิ่งที่ Jim Thompson และสยามเซ็นเตอร์กำลังทำร่วมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย คือการยืนยันว่ากลุ่มช้อปปิ้งเลิฟเวอร์ยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ของสวย แต่ต้องการเรื่องเล่า ไอเดีย และพื้นที่แสดงตัวตน ร้านค้าหรูหราและแบรนด์ไอคอนิกที่อ่านเกมนี้ออกจึงต้องออกแบบทั้งคอลเลกชัน การจัดวาง พื้นที่ และกิจกรรมให้สอดคล้องกัน เหมือนกำกับภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่ผู้บริโภคเป็นตัวละครเอก

ในโลกที่การช้อปออนไลน์ทำให้สินค้ากลายเป็นของหาง่าย สิ่งที่หายากคือความรู้สึกว่าการไปที่หนึ่งที่ใด “คุ้มค่ากับการแต่งตัวออกจากบ้าน” ใครสร้างเหตุผลนั้นได้ชัดเจนกว่า ไม่ว่าจะผ่านป๊อปอัพสโตร์ แคมเปญร่วมกับนักกีฬา หรือการรวมแฟลกชิปสโตร์หลากสไตล์ไว้ในที่เดียว ย่อมได้หัวใจลูกค้ากำลังซื้อสูงไปครอง และนั่นต่างหากคือสมรภูมิจริงของค้าปลีกยุคใหม่

ร้านค้าหรูหรา x แบรนด์ไอคอนิก ยุทธศาสตร์ใหม่ของการช้อปปิ้งระดับพรีเมียม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!