สุขภาพจิตวัยทำงานคืออะไร และทำไมวิกฤตนี้จึงปะทุในคนอายุ 20-29 ปี
สุขภาพจิตวัยทำงาน คือสภาวะทางอารมณ์ ความคิด และพลังใจของคนที่อยู่ในช่วงทำงานซึ่งต้องรับมือกับความกดดันจากงาน เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ และความคาดหวัง ทั้งจากตนเองและผู้อื่น โดยสุขภาพจิตที่ดีจะทำให้คนทำงานสามารถโฟกัสงาน รับมือปัญหา ทำงานร่วมกับทีม และวางแผนชีวิตได้อย่างมีสมดุล ในทางกลับกันสุขภาพจิตที่ถดถอยจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิตพบว่าประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปีมีความเครียดระดับสูงกว่า 11% และกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือวัยทำงาน 20-29 ปีที่มีระดับความเครียดสูงถึง 28% ขณะเดียวกันผลสำรวจ TIMS ชี้ว่าคนวัยทำงานกว่า 27% ยังคงฝืนไปทำงานทั้งที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือที่เรียกว่า presenteeism เมื่อคนอายุน้อยที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพต้องเจอกับความเครียดระดับนี้ พร้อมกับวัฒนธรรมฝืนทำงานทั้งที่ใจไม่ไหว วิกฤตสุขภาพจิตวัยทำงานจึงกำลังกลายเป็นกับดักระยะยาวต่อทั้งคนและองค์กร

ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเลือกฝืนทำงานมากกว่าขอความช่วยเหลือ
ตัวเลข 27% ที่ฝืนไปทำงานทั้งที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เกิดจากความอดทนอย่างเดียว แต่สะท้อนวัฒนธรรมการทำงานที่ยังมองปัญหาใจเป็นความอ่อนแอ คนจำนวนมากกลัวถูกมองว่าไม่มีความสามารถ กลัวเสียโอกาสเติบโต หรือกลัวกระทบรายได้ จึงเลือกเก็บอาการแล้วเดินเข้าที่ทำงานทั้งที่แบกความเครียด ภาวะหมดไฟ และอาการซึมเศร้าไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน 20-29 ปีที่ถูกคาดหวังให้พิสูจน์ตัวเอง แบกภาระค่าใช้จ่าย และต้องทนกับรูปแบบงานที่ซับซ้อนขึ้น ความเสี่ยงยิ่งพุ่งสูง ข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มนี้มีความเครียดสูงถึง 28% ซึ่งหมายความว่าเกือบหนึ่งในสามของคนวัยนี้ในที่ทำงานกำลังอยู่บนเส้นเปราะบางของสุขภาพจิต องค์กรจำนวนไม่น้อยยังให้ค่ากับภาพของคนทำงานที่ทนได้ทุกอย่างมากกว่าการเปิดพื้นที่ให้พูดเรื่องสุขภาพจิต ผลคือคนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่าการเงียบและฝืนนั้นปลอดภัยกว่าการยอมรับว่าตนเองต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อสุขภาวะพนักงานกระทบศักยภาพองค์กร วิกฤตนี้จึงเป็นเรื่องการแข่งขันไม่ใช่แค่ความเห็นใจ
องค์กรที่ยังคิดว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานกำลังอ่านเกมธุรกิจผิดอย่างน่ากังวล ข้อมูลระดับโลกชี้ว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลทำให้วันทำงานสูญหายไปถึง 12,000 ล้านวันในปี 2565 จากการประเมินขององค์การอนามัยโลก นั่นเท่ากับศักยภาพการผลิตที่หายไปอย่างมหาศาล และเมื่อนำมาซ้อนกับภาพในที่ทำงานซึ่งพนักงาน 27% ยังฝืนมาทำงานทั้งที่ใจไม่พร้อม ผลผลิตที่ได้ย่อมเป็นเพียงเงาของศักยภาพที่แท้จริง สุขภาวะพนักงานจึงไม่ใช่สวัสดิการเสริม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการแข่งขันขององค์กร หากปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิตสะสมและกลายเป็น “ภัยเงียบ” อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือน องค์กรคือผู้แบกรับต้นทุนแฝงทั้งค่าเสียโอกาส ความผิดพลาดในการทำงาน อัตราเปลี่ยนงานสูง และภาพลักษณ์นายจ้างที่ถดถอยในสายตาคนรุ่นใหม่ พูดให้ตรงคือ องค์กรที่ดูแลใจคนทำงานได้ดีกว่า จะได้เปรียบการแข่งขันในระยะยาวมากกว่าองค์กรที่สนใจแต่ตัวเลขยอดขาย

โปรแกรม HHA คืออะไร และตัวเลข 99.98% บอกอะไรกับองค์กร
ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพจิตวัยทำงาน โปรแกรม HHA หรือ Holistic Health Advisor กำลังเป็นตัวอย่างรูปธรรมว่าการลงทุนดูแลคนสามารถแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ กรมสุขภาพจิตร่วมกับองค์กรด้านสุขภาพพัฒนา HHA เพื่อสร้างบุคลากรภายในให้เป็นเพื่อนคู่คิด ดูแลใจ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งเรื่องกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรองและเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จนถึงปัจจุบัน เครือข่าย HHA ขยายสู่สถานประกอบการและองค์กรแล้ว 222 แห่ง ดูแลคนทำงานกว่า 1.2 ล้านคน มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน และได้รับการดูแลจนดีขึ้นถึง 99.98% ส่วนที่เหลือได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบรักษา ขณะเดียวกัน กลุ่มเสี่ยงสุขภาพกาย 25,600 คนมีพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการช่วยเหลือ 70% ประโยคที่องค์กรควรจดคือ “พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98%” นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าระบบดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานที่ออกแบบดีและทำอย่างต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนวิกฤตเงียบให้กลายเป็นการฟื้นคืนศักยภาพของคนทำงานได้จริง
องค์กรต้องทำอะไรตอนนี้ ถ้าไม่อยากปล่อยให้คนวัย 20-29 ปีล้มกลางสนาม
เมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มวัยทำงาน 20-29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงที่มีความเครียดสูงถึง 28% และกว่า 27% ของคนทำงานยังฝืนมาทำงานทั้งที่สุขภาพจิตมีปัญหา องค์กรที่ยังเฉยเท่ากับยอมรับให้ระบบงานของตนเดินอยู่บนระเบิดเวลาทางมนุษย์ สิ่งที่ควรทำทันทีไม่ใช่แค่จัดเวิร์กชอปวันสุขภาพจิตปีละครั้ง แต่ต้องยกระดับสุขภาพจิตวัยทำงานเป็นยุทธศาสตร์หลักขององค์กร ตั้งแต่การประเมินความเครียดและภาวะหมดไฟอย่างสม่ำเสมอ การมีช่องทางให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่ายและไม่ตีตรา ไปจนถึงการพิจารณานำโมเดลแบบโปรแกรม HHA มาปรับใช้ เพื่อสร้างทีมเพื่อนคู่คิด ดูแลใจภายในองค์กรเอง สุดท้าย ประเด็นไม่ใช่แค่ว่าองค์กรใจดีแค่ไหน แต่คือจะยอมเสียคนเก่งและศักยภาพการแข่งขันเพราะมองข้ามสุขภาวะพนักงานหรือไม่ วิกฤตสุขภาพจิตวัยทำงานที่ปะทุในคนรุ่น 20-29 ปีคือสัญญาณเตือนชัดเจนแล้วว่า การดูแลใจคนทำงานไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาว






