Thai Triple-P คืออะไร และทำไมการขยายสู่ 106 โรงเรียนจึงสำคัญ
โปรแกรม Thai Triple-P โปรแกรม คือโปรแกรมฝึกทักษะการเลี้ยงดูและการพัฒนาในโรงเรียนอนุบาลที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุ 2–6 ปี เน้นส่งเสริมพัฒนาการเด็กเร็กให้สมวัยทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ผ่านกิจกรรมกลุ่มที่โรงเรียนและการฝึกพ่อแม่ให้ใช้การเลี้ยงดูเชิงบวก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและป้องกันปัญหาพฤติกรรมก่อนจะรุนแรงจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต
การที่ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ร่วมกับสำนักการศึกษาและสำนักอนามัยของกรุงเทพมหานคร ขยายโครงการ Thai Triple-P โปรแกรม ผ่านกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพ กทม. ไปยังโรงเรียน 106 แห่ง ถือเป็นหมุดหมายเชิงโครงสร้างมากกว่าการจัดกิจกรรมชั่วคราว เพราะเป้าหมายคือดูแลเด็กปฐมวัยกว่า 3,105 คน ควบคู่กับผู้ปกครองจำนวนเท่ากัน และพัฒนาครูผู้นำกลุ่มประมาณ 420 คนให้เป็นกำลังหลักในโรงเรียน การลงทุนลงแรงในช่วงปฐมวัยเช่นนี้คือการเดิมพันกับฐานคุณภาพคนทั้งรุ่น ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาจุดเล็ก ๆ ในห้องเรียนเดียวอีกต่อไป

จากพระราชดำริสู่การลงมือในห้องเรียนอนุบาล
จุดแข็งของโครงการนี้คือรากฐานที่มาจากพระราชดำริด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งกรมสุขภาพจิตต่อยอดมาสู่การพัฒนา Thai Preschool Parenting Program หรือ Thai Triple-P โปรแกรม เพื่อให้เด็กมีความฉลาดทางอารมณ์และปรับตัวทางสังคมได้อย่างเหมาะสม แทนที่จะมองเด็กเพียงผ่านผลการเรียน โปรแกรมนี้มองเด็กทั้งคน ทั้งการเล่น การเคลื่อนไหว การสื่อสารและการจัดการอารมณ์ในภาพเดียวกัน
กิจกรรมของโปรแกรมจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2–4 สัปดาห์ ครอบคลุมการพัฒนาร่างกาย การเคลื่อนไหว การสื่อสาร ทักษะทางสังคม การเล่น และการจัดการอารมณ์ของเด็ก นี่ไม่ใช่ค่ายระยะสั้นที่จบแล้วจบกัน แต่เป็นการฝังแนวคิดใหม่ลงในวิธีทำงานของโรงเรียนอนุบาล เมื่อเด็กถูกฝึกให้รู้จักอดทน รอคอย และแสดงออกอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ห้องเรียนทั้งห้องก็มีโอกาสสงบขึ้น ครูทำงานง่ายขึ้น ขณะที่เด็กได้เรียนรู้ในบรรยากาศที่เป็นมิตรกับหัวใจของตัวเองมากกว่าเดิม

บูรณาการการศึกษา สาธารณสุข และครอบครัว ผ่าน Thai Triple-P
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เนื้อหาในห้องเรียน คือกลไกเบื้องหลังที่ทำให้ Thai Triple-P โปรแกรม เดินหน้าได้ในวงกว้าง ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 เสนอขอโครงการ “ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม” เพื่อรับงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดตั้งร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกรุงเทพมหานคร นั่นหมายความว่าระบบสาธารณสุขไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ขยายเข้าสู่โรงเรียนและครอบครัวอย่างเป็นระบบ
ในทางปฏิบัติ งบประมาณมุ่งไปที่การพัฒนาครูผู้นำกลุ่มให้มีความรู้และทักษะจัดกิจกรรมตามโปรแกรม Thai Triple-P โปรแกรม เพื่อให้สามารถดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็ได้รับการฝึกทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวก เน้นความรัก ความผูกพัน และการวางวินัยโดยไม่ใช้ความรุนแรง ผ่านแนวคิด Positive Reinforcement คำกล่าวหนึ่งที่สะท้อนหัวใจของโครงการอย่างชัดเจนคือ “หัวใจของโปรแกรมคือการทำให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมของลูก และรู้วิธีแนะนำเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง” ซึ่งเป็นประโยคที่ควรกลายเป็นคติประจำบ้านของทุกครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

เชื่อมโยงวาระ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” กับสุขภาพจิตเด็กปฐมวัย
การขยาย Thai Triple-P โปรแกรม สู่โรงเรียน 106 แห่งไม่ได้เกิดในสุญญากาศ แต่สอดรับกับทิศทางใหญ่ของนโยบายระดับชาติที่ขับเคลื่อนวาระ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศความร่วมมือร่วมกัน เพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงอายุ 5 ปี การมองช่วง 2,500 วันนี้เป็นช่วงทองของชีวิตเด็ก ทำให้ทุกโปรแกรมในโรงเรียนอนุบาลต้องมองยาวไปถึงคุณภาพชีวิตในอนาคตด้วย
ในกรอบนี้ การยกระดับสถานศึกษาสู่ “โรงเรียนแห่งสุขภาวะ (Healthy School)” ด้วยการบูรณาการการส่งเสริมสุขภาพเข้ากับการจัดการศึกษา เป็นแนวทางที่ Thai Triple-P โปรแกรม สามารถเข้าไปเติมเต็มได้อย่างลงตัว การฝึกเด็กให้มีทักษะจัดการอารมณ์ การสื่อสาร และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น คือมิติของสุขภาพจิตและทักษะชีวิตที่กรมอนามัยชี้ว่าเป็นหนึ่งในห้ามิติหลักของการพัฒนาเด็ก หากโรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่เริ่มมองการสร้างทักษะเหล่านี้เทียบเท่าการสอนอ่านเขียน ระบบการศึกษาจะไม่ใช่เพียงสายพานผลิตแรงงาน แต่เป็นระบบดูแลคนที่ใส่ใจหัวใจของเด็กตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน
จากการป้องกันปัญหาพฤติกรรม สู่โครงสร้างสุขภาพจิตเด็กยุคใหม่
หัวใจของ Thai Triple-P โปรแกรม คือการมุ่งทำงานในช่วงเวลาที่เด็กยังอายุเพียง 2–6 ปี ก่อนที่ปัญหาพฤติกรรมจะก่อตัวเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาอย่างมากในการแก้ไขภายหลัง การมีระบบทบทวนผลหรือ After Action Review หลังจบกิจกรรมแต่ละครั้ง และการให้ผู้ปกครองประเมินตนเองและลูกทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ เป็นสัญญาณว่าระบบนี้ไม่ได้หวังผลระยะสั้น แต่คิดถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลในระยะยาว
เมื่อครู ทีมสุขภาพ และผู้ปกครองทำงานประสานกัน เด็กกว่า 3,000 คนที่อยู่ในโครงการจะได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน นี่คือการสร้างโครงสร้างใหม่ของสุขภาพจิตเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ยึดติดกับการรอรักษาในโรงพยาบาล แต่ย้ายจุดศูนย์ถ่วงไปอยู่ในโรงเรียนอนุบาลและบ้านของเด็กเอง หากสังคมยอมรับว่าการเลี้ยงดูเชิงบวกคือมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่ทางเลือกเสริม ไทย Triple-P โปรแกรม จะไม่ใช่แค่โครงการระยะหนึ่ง แต่จะกลายเป็นภาษากลางของการดูแลเด็กเร็กทั้งระบบ และนั่นคือจุดที่สุขภาพจิตเด็กจะมั่นคงได้จริง




