หุ่นยนต์ผ่าตัดไม่ใช่อนาคตอีกต่อไป แต่เป็นมาตรฐานใหม่ของความแม่นยำ
หุ่นยนต์ผ่าตัดคือระบบศัลยกรรมอัตโนมัติที่ผสานแขนกลความละเอียดสูง กล้องมองเห็นแบบสามมิติ และซอฟต์แวร์ประมวลผล เพื่อช่วยศัลยแพทย์ทำหัตถการซับซ้อนผ่านแผลขนาดเล็ก ลดการสั่นของมือ เพิ่มความแม่นยำทางการแพทย์ และออกแบบการรักษาให้เฉพาะเจาะจงกับโครงสร้างร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยมากขึ้น ฟื้นตัวเร็วขึ้น และเปิดทางให้เกิดนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ ที่เดิมทีเป็นไปได้ยากในห้องผ่าตัดแบบดั้งเดิม การที่โรงพยาบาลเริ่มอัพเกรดสู่ยุคหุ่นยนต์ไม่ได้เป็นแฟชั่นเทคโนโลยี แต่สะท้อนแรงกดดันจากสองด้าน หนึ่งคือโรคซับซ้อนขึ้น ผู้ป่วยคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สองคือเวทีระดับโลกกำลังขยับมาตรฐานการผ่าตัดไปสู่การใช้เทคโนโลยี 3 มิติและหุ่นยนต์ช่วยควบคุมทุกมิลลิเมตรของการลงมีด หากโรงพยาบาลไม่ก้าวตาม แปลว่าไม่ได้ปกป้องผู้ป่วยด้วยตัวเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุดที่มีอยู่แล้วในวันนี้
เลิดสินกับการผสานเทคโนโลยี 3 มิติและหุ่นยนต์ Versius Plus ในการรักษาไต
กรณีการผ่าตัดเนื้องอกไตด้วยหุ่นยนต์ Versius Plus ที่โรงพยาบาลเลิดสิน คือหลักฐานชัดว่าศัลยกรรมอัตโนมัติไม่ได้เป็นเพียงโชว์เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนวิธีคิดการรักษาอย่างแท้จริง ทีมศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะนำโดยนายแพทย์วสันต์ เศรษฐวงศ์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัด Robotic Partial Nephrectomy ที่ตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกสงสัยมะเร็งแต่สงวนเนื้อไตดีไว้ให้มากที่สุด หัวใจคือการใช้เทคโนโลยี 3D Reconstruction สร้างภาพจำลองไตและหลอดเลือดของผู้ป่วยแบบละเอียดก่อนผ่าตัด ทำให้เห็นตำแหน่งก้อน ความสัมพันธ์กับเนื้อไตรอบข้าง และจุดเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง จากนั้นโรงพยาบาลสร้าง 3D Printed Kidney Model ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อให้ทีมศัลยแพทย์ซ้อมเส้นทางการผ่าตัดบนแบบจำลองจริง ลดความไม่แน่นอนและลดการทดลองบนร่างกายคนไข้ เมื่อเข้าสู่ห้องผ่าตัด หุ่นยนต์ Versius Plus รับช่วงต่อทำงานในพื้นที่จำกัดของช่องท้องด้วยความแม่นยำระดับหน่วยมิลลิเมตร ขณะที่ศัลยแพทย์ควบคุมจากคอนโซล การผสานภาพ 3 มิติกับหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดจึงไม่ได้เพิ่มความสะดวกให้แพทย์เท่านั้น แต่เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรักษาไตไว้ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม ซึ่งคือคุณภาพชีวิตระยะยาวที่การผ่าตัดแบบเปิดดั้งเดิมให้ไม่ได้ง่ายๆ
จากห้องผ่าตัดสู่ศูนย์ฝึกอบรม: ทำไมโรงพยาบาลต้องสร้างระบบเรียนรู้ด้านหุ่นยนต์
การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ไม่ใช่เรื่องของการซื้อเครื่องมือราคาแพงมาตั้งไว้ในห้องผ่าตัดเท่านั้น หากขาดระบบฝึกอบรมและการเรียนรู้ต่อเนื่อง ผลลัพธ์การรักษาย่อมไม่ต่างจากเทคโนโลยีทั่วไปที่ถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ โรงพยาบาลเลิดสินสร้าง Lerdsin Institute of Robotic Surgery (LiROS) เป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์แบบ Modular เคลื่อนที่ได้แห่งแรก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ให้รองรับเทคโนโลยีศัลยกรรมอัตโนมัติรุ่นใหม่ ในอีกฟากหนึ่ง โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่เดินหน้าสู่การเป็น Medical Robot Hub ระดับเอเชียแปซิฟิก ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและมาตรฐานการรักษา โครงการภายใต้ความร่วมมือระยะ 1 ปีครอบคลุมการตั้งศูนย์ฝึกอบรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในโรงพยาบาล การฝึกอบรมศัลยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ การสร้างมาตรฐานดูแลผู้ป่วย และการพัฒนาระบบจำลองการผ่าตัด รวมถึงการจัดประชุมวิชาการ BDMS Robotic Surgery Annual Meeting 2026 "โรงพยาบาลกรุงเทพมีประสบการณ์หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด da Vinci Xi มากกว่า 1,000 เคส ซึ่งถูกใช้ต่อยอดเป็นระบบเรียนรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานการผ่าตัดของประเทศสู่ระดับสากล" นี่คือทิศทางที่ชัดเจนว่า ถ้าอยากให้หุ่นยนต์ผ่าตัดมีประโยชน์จริง ต้องลงทุนกับคนและองค์ความรู้ไม่น้อยไปกว่าเครื่องมือ
ข้อมูลผู้ป่วยพิสูจน์ว่าความแม่นยำและความปลอดภัยดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
คำถามสำคัญที่ประชาชนและผู้กำหนดนโยบายต้องถามคือ หุ่นยนต์ผ่าตัดให้ผลลัพธ์ดีกว่าจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูจากภาพห้องผ่าตัดที่ทันสมัย แต่ต้องดูตัวเลขจากเคสจริง โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่รายงานว่าภายในช่วง 3 ปี มีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี่ในผู้ป่วยช่องท้อง 547 ราย ปอด 237 ราย นรีเวช 131 ราย และระบบทางเดินปัสสาวะ 92 ราย (ข้อมูลถึงมิถุนายน 2569) ผู้ป่วยมากกว่า 600 รายได้รับการรักษาและฟื้นฟูด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในสาขาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็ก และการฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยระบบประสาท ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ยอดเคส แต่สะท้อนความมั่นใจที่ทีมแพทย์มีต่อเทคโนโลยี และความเชื่อของผู้ป่วยว่าหุ่นยนต์ผ่าตัดช่วยให้การผ่าตัดตรงจุด ลดการเสียเลือด ลดการบาดเจ็บเนื้อเยื่อ ลดความเสี่ยงติดเชื้อ และทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อโรงพยาบาลเดินหน้าเชื่อมต่อกับบริษัทประกันเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ป่วยกลุ่มกว้างขึ้นจึงเริ่มสัมผัสการรักษาที่มีความแม่นยำทางการแพทย์สูงกว่าเดิม ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีฐานะหรืออยู่ใกล้ศูนย์กลางเท่านั้น
บทสรุป: หุ่นยนต์และภาพ 3 มิติ คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ไม่ใช่ของเล่นในห้องผ่าตัด
แนวโน้มที่โรงพยาบาลใหญ่เร่งลงทุนในหุ่นยนต์ผ่าตัด เทคโนโลยี 3 มิติ และศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทาง บอกเราว่าระบบสุขภาพกำลังยอมรับความจริงข้อหนึ่ง การผ่าตัดสมัยใหม่ไม่อาจพึ่งพา “มือเปล่า” แม้จะเป็นมือของศัลยแพทย์ที่ชำนาญที่สุด หากยังต้องเสริมด้วยเครื่องมือที่ขยายสายตาให้เห็นแบบสามมิติ ควบคุมการเคลื่อนไหวให้ละเอียดกว่ามือมนุษย์ และออกแบบการผ่าตัดให้เฉพาะกับกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละคน โรงพยาบาลเลิดสินใช้เทคโนโลยี 3D Reconstruction และ 3D Printing ผสานกับหุ่นยนต์ Versius Plus ในการผ่าตัดเนื้องอกไต เพื่อรักษาเนื้อไตดีไว้ให้มากที่สุดและเพิ่มความปลอดภัย ขณะเดียวกันโรงพยาบาลกรุงเทพเดินหน้าสู่การเป็น Medical Robot Hub ด้วยประสบการณ์หุ่นยนต์มากกว่า 1,000 เคส และระบบฝึกอบรมที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพศัลยแพทย์ หากมองจากมุมผู้ป่วย การพัฒนานี้หมายถึงโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ปลอดภัย แม่นยำ และได้มาตรฐานสากลมากขึ้น ในระยะยาว การตัดสินใจลงทุนในหุ่นยนต์ผ่าตัดและเทคโนโลยี 3 มิติของวันนี้ จึงเท่ากับการลงคะแนนเสียงให้กับอนาคตที่ความผิดพลาดในห้องผ่าตัดลดลง และคุณภาพชีวิตหลังการรักษาดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม






