เพิ่มพื้นที่ด้วย 3D printed phone case ใส่ microSD ได้ไม่บังช่องชาร์จ

เพิ่มพื้นที่ด้วย 3D printed phone case ใส่ microSD ได้ไม่บังช่องชาร์จ
ความสนใจ|ทริกใช้งานมือถือ

ทำไมเคส 3D พิมพ์ใส่ microSD ถึงน่าใช้

เคสมือถือแบบ 3D printed phone case ที่ออกแบบให้มีช่องหรือโมดูลสำหรับ microSD card storage และอุปกรณ์อ่านการ์ดคือการดัดแปลงโทรศัพท์ด้วย DIY phone modification เพื่อเพิ่ม external phone storage ภายนอกเครื่อง โดยไม่ไปบังช่องชาร์จหรือทำให้เครื่องหนาเกินจำเป็น เหมาะกับคนที่มือถือไม่มีช่อง microSD ในตัว แต่ยังอยากเพิ่มพื้นที่เก็บภาพ วิดีโอ หรือไฟล์งานได้อย่างเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมากกว่าการพกแฟลชไดรฟ์หรือกล่องเก็บข้อมูลแยกต่างหาก.

ทุกวันนี้มือถือเราแทนเครื่องมือหลายอย่างแล้ว ตั้งแต่เทปวัดระดับ เสียง ไปจนเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่สิ่งที่หายไปจากมือถือระดับสูงหลายรุ่นคือช่องใส่ microSD ทำให้คนที่ต้องการพื้นที่เยอะ ๆ ต้องซื้ออุปกรณ์ external phone storage เพิ่มหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ ซึ่งสิ้นเปลืองและไม่จำเป็นสำหรับหลายคน. แนวทางเคสพิมพ์ 3D ใส่ microSD คือทางสายประหยัดที่ผสมเทคโนโลยี 3D printing เข้ากับการปรับแต่งโทรศัพท์ให้ตรงกับการใช้งานของตัวเอง.

แนวคิดของเคส microSD ที่ไม่บังช่องชาร์จ

หัวใจของโปรเจ็กต์นี้คือการสร้างเคสที่รวมช่องใส่ microSD card storage เข้ากับวงจรอ่านการ์ด และยังปล่อยให้ช่องชาร์จ USB-C ใช้งานได้ปกติในชีวิตประจำวัน. แนวทางหนึ่งที่เคยทำคือออกแบบกล่องติดหลังเครื่องที่มีช่อง microSD และพอร์ต USB-C เพิ่มสำหรับชาร์จขณะกล่องต่อกับมือถืออยู่ ทำให้สามารถชาร์จพร้อมเข้าถึงข้อมูลบน microSD ในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องถอดอุปกรณ์ออก. จุดสำคัญคือกล่องหรือเคสต้องไม่หนากว่าระดับที่มือถือใส่กระเป๋ากางเกงได้สบาย.

เมื่อทำเป็นเคส 3D printed phone case จะยิ่งกลมกลืนกับมือถือมากขึ้น เพราะส่วนของอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูก “ประกบ” ระหว่างฝาเคสกับฝาหลังมือถือ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเดียวของตัวเครื่อง. การออกแบบแบบนี้แก้ข้อเสียของอุปกรณ์ external phone storage หลายรุ่นที่ปัญหาคล้ายกันคือ เมื่อต่อเข้าช่อง USB-C แล้วจะไม่สามารถชาร์จได้หรือชาร์จไม่สะดวก และตัวอุปกรณ์ยังเทอะทะจนไม่สามารถเสียบค้างไว้ทั้งวัน.

ขั้นตอนทำเคส microSD ด้วย 3D printing

ขั้นตอนนี้เล่าแบบเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง เน้นให้เห็นภาพลำดับงานตั้งแต่ออกแบบจนติดตั้ง โดยไม่ลงลึกเชิงเทคนิคเครื่องพิมพ์. จุดที่ต้องระวังคือเคสต้องรับแรงงอจากการใส่–ถอดมือถือได้พอสมควร ไม่อย่างนั้นจะหักเหมือนตัวอย่างที่เคยพิมพ์เป็นชิ้นเดียวแล้วแข็งจนใส่มือถือไม่ได้.

  1. ออกแบบเคสพื้นฐานให้พอดีกับรุ่นมือถือที่ใช้ โดยอ้างอิงโมเดลเคสที่มีอยู่แล้วเพื่อลดเวลาในการวัดและลอง.
  2. ออกแบบช่องหรือโพรงภายในเคสสำหรับวางอุปกรณ์อ่าน microSD, สาย USB-C extension และ USB-C splitter ที่รองรับทั้งข้อมูลและการชาร์จ.
  3. ทดลองพิมพ์ต้นแบบ ตรวจความแน่นของตำแหน่งอุปกรณ์และความหนาให้ใกล้เคียงความนูนของกล้องมือถือ เพื่อไม่ให้เคสหนาเกินไป.
  4. หากพิมพ์เป็นชิ้นเดียวแล้วแข็งเกินไป ให้แยกโมเดลออกเป็นสองชิ้น พิมพ์แยก แล้วใช้กาวประกบให้กลายเป็นเคสชิ้นเดียวที่ยืดหยุ่นมากขึ้น.
  5. ประกอบอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าในเคส ใส่มือถือทดสอบการชาร์จและการอ่าน microSD พร้อมกัน หากใช้งานได้ลื่นและใส่กระเป๋าได้ไม่ติดถือว่าเสร็จเรียบร้อย.

ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ได้เคส microSD card storage ที่ใช้งานได้ดีในโลกจริง ไม่ใช่แค่ดูสวยบนหน้าจอ CAD. ผู้เขียนต้นแบบพบว่าการแยกเคสออกเป็นสองชิ้นแล้วกาวประกบ ทำให้ได้ชิ้นงานสะอาดกว่าและลดโอกาสแตกเวลาสวมเครื่อง แต่ก็ต้องกังวลเรื่องความทนทานระยะยาวและชนิดวัสดุที่ใช้พิมพ์ด้วย เช่น การเปลี่ยนจาก PLA ไปใช้วัสดุที่ยืดหยุ่นกว่า.

ข้อดี ข้อเสีย และจุดที่ต้องระวัง

ข้อดี

  • เพิ่ม external phone storage แบบฝังกับเคส ทำให้ใช้งานเหมือนช่อง microSD ในตัวเครื่อง.
  • ยังชาร์จผ่าน USB-C ได้แม้จะใช้งาน microSD อยู่ จากการใช้สาย splitter ที่รองรับทั้งข้อมูลและชาร์จ.
  • ความหนาโดยรวมใกล้เคียงความนูนของกล้อง ทำให้ใส่กระเป๋าได้สะดวกและรู้สึกกะทัดรัดมากขึ้น.
  • เป็น DIY phone modification ที่ช่วยให้ปรับมือถือได้มากกว่าการตั้งค่าซอฟต์แวร์.

ข้อสังเกต

  • ต้องออกแบบให้เฉพาะกับแต่ละรุ่นมือถือ ทำให้ไม่ใช่โซลูชันสำเร็จรูปใช้ได้ทุกเครื่อง.
  • การออกแบบเคสให้แนบสนิทกับตัวเครื่องต้องอาศัยการลองผิดลองถูกหลายรอบ ด้วยการวัดและพิมพ์ต้นแบบ.
  • วัสดุพิมพ์อย่าง PLA แข็งแต่เปราะ ถ้าเคสแข็งเกินไปอาจหักเมื่อสวมหรือถอดมือถือ.
  • ต้องจัดการสายและอุปกรณ์ให้ไม่กดทับเครื่องมากเกินไป มิฉะนั้นจะรู้สึกหนาและใช้งานไม่สบาย.

ประสบการณ์จากต้นแบบเคส microSD แสดงให้เห็นว่าการรวมอุปกรณ์ไว้ในเคสให้ความรู้สึกแน่นหนาและพกสะดวกกว่าใช้กล่องแยก แม้ความหนาจะเท่ากับกล่องรุ่นก่อน แต่เมื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของเคสแล้วกลับรู้สึกกะทัดรัดและมั่นคงขึ้น. จุดที่ต้องระวังคือเรื่องความทนทานของเคสและการจัดเส้นทางสาย USB-C ภายในเคสไม่ให้เครียดหรือหักงอเกินไป รวมถึงต้องเข้าใจว่าการทำแบบนี้เป็นงานเฉพาะรุ่น ใครเปลี่ยนมือถือใหม่ก็ต้องออกแบบเคสใหม่ทั้งหมด.

สรุป: อัปเกรดมือถือด้วยมือเราเอง

การสร้าง 3D printed phone case ที่ฝัง microSD card storage และชุดสาย USB-C เป็นตัวอย่างของ DIY phone modification ที่ทำให้มือถือก้าวข้ามข้อจำกัดของผู้ผลิตโดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่หรืออุปกรณ์ external phone storage ราคาแพง. เมื่อออกแบบดีและพิมพ์ได้คุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือเคสที่ใช้งานได้เยี่ยม ใส่กระเป๋าได้ง่าย รู้สึกกะทัดรัดและปลอดภัยมากกว่าการมีอุปกรณ์เสริมแยกต่างหาก.

ถ้าคุณชอบลองแต่งมือถือและมีเครื่องพิมพ์ 3D อยู่แล้ว โปรเจ็กต์นี้คุ้มกับเวลาที่ลงไป เพราะช่วยให้ได้เคสที่ออกแบบมาตรงกับวิธีใช้งานของคุณโดยเฉพาะ. แต่ก่อนเริ่ม ให้คิดเผื่อเรื่องการเปลี่ยนมือถือในอนาคตและความทนทานของวัสดุที่ใช้พิมพ์ เพื่อให้เคสนี้เป็นการอัปเกรดที่อยู่กับคุณไปได้นาน ไม่ใช่แค่ของเล่นชั่วคราว.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!