คลื่นใหม่ของแบรนด์เครื่องดื่มไทย: จากตัวตนสู่ธุรกิจที่ขยายได้
คลื่นใหม่ของแบรนด์เครื่องดื่มไทยคือการผสมผสานระหว่างตัวตนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ความคิดสร้างสรรค์ด้านสินค้า และวิธีคิดเชิงธุรกิจที่มองไกลกว่าการเปิดร้านเดียว แต่เน้นสร้างแบรนด์ที่ขยายตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ โดยใช้ทั้งคอนเทนต์ ชุมชนแฟนคลับ และนวัตกรรมสินค้าเป็นเครื่องมือในการสร้างการรับรู้ การทดลองซื้อ และความภักดีระยะยาว จนธุรกิจชาไทย ธุรกิจชาไทย และอาหารสุขภาพสามารถเติบโตจากไอเดียเล็กๆ สู่การเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทและมีโอกาสกลายเป็นฮับใหม่ของสินค้าจากภูมิภาคนี้ในเวทีโลก.
จุดร่วมของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้คือการไม่ยอมให้ตัวเองเป็นแค่ “ผู้ขายน้ำแก้วต่อแก้ว” แต่คิดในกรอบของการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ ทั้งหน้าร้าน ออนไลน์ และสินค้าในช่องทางค้าปลีก จุดแข็งไม่ได้อยู่แค่สูตรเครื่องดื่ม แต่อยู่ที่การอ่านเทรนด์ผู้บริโภคออก มองเห็นช่องว่างตลาด และกล้าสร้างหมวดสินค้าใหม่ขึ้นมาเอง เช่น ก๋วยเตี๋ยวเส้นบุกพร้อมทาน หรือชาไทยพรีเมียมที่ตั้งเป้าจะเป็น House of Brands ระดับนานาชาติ แนวโน้มนี้ทำให้แบรนด์เครื่องดื่มไทยเริ่มถูกพูดถึงในฐานะธุรกิจที่มีศักยภาพขยายตลาดระดับภูมิภาค มากกว่าจะจำกัดตัวเองอยู่ในเมืองเดียวหรือประเทศเดียว.
โมเดลยูทูบเบอร์สู่เจ้าของแบรนด์: Bearhouse กับการเปลี่ยนแฟนเป็นยอดขาย
Bearhouse คือกรณีศึกษาสดของการเปลี่ยนตัวตนบนยูทูบให้กลายเป็นฐานทุนธุรกิจจริง เมื่อคู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ‘ซารต์ ปัทมพร’ และ ‘กานต์ อรรถกร’ จากช่อง Bearhug ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 3.8 ล้านคน ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์เครื่องดื่มชาในชื่อ Bearhouse ในปี 2562 พวกเขาไม่ได้ปั้นร้านชานมไข่มุกแบบเล่นๆ แต่ประกาศตัวเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ตั้งเป้ารายได้โต 50% ต่อปี และใช้ช่องยูทูบเป็น “พื้นที่วิ่งเล่น” มากกว่าฐานรายได้หลัก โมเดลนี้ชี้ให้เห็นว่า คอนเทนต์ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นเครื่องกระตุ้นการรับรู้และการทดลองซื้อให้แบรนด์เชิงพาณิชย์.
ตัวเลขยืนยันว่า Bearhouse ไม่ใช่เพียงแบรนด์กระแสชั่วคราว แบรนด์กวาดยอดขายปีแรก 17 ล้านบาท และโตแบบก้าวกระโดดเป็น 85 ล้านบาทในปี 2563, 118 ล้านบาทในปี 2564 และ 210 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มขึ้น 79% จากปีก่อน วันนี้ Bearhouse ขายเฉลี่ยวันละ 8,000 แก้ว มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล 150-170 บาท และแบ่งสัดส่วนลูกค้าเป็นวอล์กอิน 60% กับดิลิเวอรี 40% ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจไม่พึ่งหน้าแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่สร้างสมดุลระหว่างหน้าร้านและการสั่งผ่านแอป แนวคิดจากผู้ก่อตั้งที่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ในวันที่มีร้อยกว่าสาขา ยังเผยให้เห็นมุมมองการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มไทยให้เป็นสินทรัพย์ที่ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ไม่ใช่แค่ร้านคอนเซ็ปต์ในกรุงเทพฯ.

ผู้ประกอบการหญิงกับการปั้น House of Brands และการขยายตลาดระดับภูมิภาค
อีกด้านของคลื่นใหม่คือบทบาทผู้ประกอบการหญิงที่ไม่ได้แค่เปิดร้าน แต่สร้างแบรนด์และระบบธุรกิจหลายหมวดพร้อมกัน บนเวทีเสวนา Women Inspire: พลิกเกม ปักหมุดธุรกิจ New S-Curve มีการเปิดมุมมองจาก 4 ผู้บริหารหญิงที่ปั้น “ชาไทยการัน” Karun Thai Tea, “ข้าวสีสด” SISOD, Moshi Moshi และ YoPPa Yogurt จากโอกาสใกล้ตัวให้กลายเป็นธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด กรณี Karun ยิ่งสะท้อนภาพชัด เพราะเริ่มจากการมองเห็นศักยภาพของชาไทยในชีวิตประจำวัน แล้วต่อยอดเป็นแบรนด์พรีเมียมที่วางเป้าหมายเป็น House of Brands และเตรียมเปิดสาขาแรกที่ฮ่องกงในเดือนตุลาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าการขยายตลาดระดับภูมิภาคไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป.
ในเชิงตัวเลข Moshi Moshi เป็นตัวอย่างที่น่าจับตา เพราะขยายสาขามากกว่า 220 แห่งทั่วประเทศ และมีรายได้ในปีที่ผ่านมามากกว่า 3,000 ล้านบาท จุดแข็งไม่ได้อยู่แค่สินค้าไลฟ์สไตล์ราคาจับต้องได้ แต่คือการอ่านเทรนด์คนรุ่นใหม่ออกและเติมสินค้าให้ทันความต้องการ ส่วน SISOD ใช้แนวคิดเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร นำข้าวไทยมาทำเป็น “ข้าวสีสด” เพื่อตอบเทรนด์สุขภาพและช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะที่ YoPPa Yogurt ยืนอยู่บนเทรนด์เครื่องดื่มสุขภาพที่คนเมืองมองหา ความหลากหลายนี้บอกเราว่า New S-Curve ของธุรกิจไทยอาจไม่ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ แต่ใช้จุดแข็งเดิมมาทำเป็นแบรนด์ที่โตข้ามพรมแดนได้ ซึ่งผู้ประกอบการหญิงกำลังพิสูจน์ให้เห็นในหลายหมวดสินค้า.
นวัตกรรมที่ไม่ลงสนามเดิม: บุกบุกคัพกับการสร้างหมวดสินค้าใหม่
หาก Bearhouse และ Karun แสดงให้เห็นพลังของการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มไทยจากตัวตนและวัฒนธรรมท้องถิ่น AYA TASTY ก็แสดงด้านกลับของเกมธุรกิจ นั่นคือการไม่ลงแข่งในสนามเดิมเลย แต่สร้างหมวดสินค้าใหม่ขึ้นมาตั้งแต่ต้น ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองมานาน AYA TASTY เลือกตั้งคำถามว่า “จะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นจากสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีใครสร้างในตลาดได้อย่างไร” จึงเปิดตัว “บุกบุกคัพ” ก๋วยเตี๋ยวเส้นบุกปรุงรสพร้อมรับประทานเจ้าแรกของไทย ที่ไม่ต้องใช้น้ำร้อน และตั้งเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Category ใหม่ของ “เส้นบุกคัพ” ในตลาดอาหารพร้อมทาน.
กลยุทธ์นี้สะท้อนแนวคิด Category Creation อย่างชัดเจน เพราะแบรนด์ไม่ลงไปแข่งในสนามราคาและรสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบเดิม แต่สร้างประสบการณ์ใหม่ในการกินอาหารจากคัพให้เป็นของพร้อมทานที่สะดวก อร่อย และสอดรับเทรนด์สุขภาพ ที่ทั่วโลกกำลังมองหาอาหารแคลอรีต่ำและตอบชีวิตเร่งรีบ จุดตั้งต้นของพัฒนาสินค้าไม่ได้มองแค่ทำให้เส้นบุกอร่อยขึ้น แต่ถามว่าจะทำให้คนเข้าถึงเส้นบุกได้ง่ายขึ้นอย่างไร ผลลัพธ์คือประสบการณ์กินเส้นบุกที่ไม่ต้องง้อน้ำร้อน เพียงฉีกซอง เทน้ำ และกินได้ทันที แนวคิดนี้สำคัญต่อผู้ประกอบการเครื่องดื่มและอาหารสุขภาพไทย เพราะบอกเราว่า การชนะตลาดระดับภูมิภาคไม่จำเป็นต้องชนะในสนามเดิม แค่สร้างสนามใหม่ที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ได้ดีกว่า.

บทสรุป: เมื่อแบรนด์เครื่องดื่มไทยคิดใหญ่กว่าร้านเดียว
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าคลื่นใหม่ของแบรนด์เครื่องดื่มไทยและอาหารสุขภาพไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยตัวตน นวัตกรรม และความกล้าคิดในระดับที่กว้างกว่าตลาดท้องถิ่น ตั้งแต่ Bearhouse ที่เริ่มจากช่องยูทูบและเดินหน้าสู่แผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึง Karun ที่ตั้งเป้าเป็น House of Brands และขยายสาขาไปฮ่องกง ทั้งหมดสะท้อนว่า การขยายตลาดระดับภูมิภาคเริ่มจากการวางโครงธุรกิจให้สเกลได้ สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องเล่า และยึดเทรนด์ผู้บริโภคอย่างสุขภาพและความสะดวกเป็นศูนย์กลาง.
สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ บทเรียนจากกรณีเหล่านี้ชัดเจน: หนึ่ง การมีฐานแฟนหรือผู้ติดตามไม่มีความหมายถ้าไม่แปลงเป็นโมเดลธุรกิจและระบบหลังบ้านที่แข็งแรง เหมือนที่ผู้ก่อตั้ง Bearhouseพูดว่าปัญหาที่เจอคือ “ปริญญาราคาแพง” ที่สอนให้รู้จักควบคุมต้นทุนและอายุสินค้าจริง สอง การเป็นผู้ประกอบการหญิงไม่ได้จำกัดภาพที่ “รองรับธุรกิจผู้ชาย” อีกต่อไป แต่สามารถเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับพันล้านบาทและผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง และสาม การสร้าง Category ใหม่อย่างบุกบุกคัพแสดงให้เห็นว่า การคิดต่างเชิงกลยุทธ์อาจเป็นทางลัดในการกลายเป็นผู้นำตลาดใหม่ ก่อนที่คู่แข่งจะตามทัน สุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่กล้าคิดใหญ่กว่าร้านเดียว มีโอกาสกลายเป็นตัวแทนใหม่ของภูมิภาคนี้ในเวทีเครื่องดื่มและอาหารสุขภาพระดับโลก.







