ป้องกันยาเสพติดเยาวชนเริ่มที่ใจ ไม่ใช่เริ่มที่ยา
การสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจนักเรียนคือแนวทางป้องกันยาเสพติดเยาวชนที่เน้นเสริมแรงด้านในของเด็ก ทั้งทักษะจัดการอารมณ์ การเห็นคุณค่าในตนเอง ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยกับครูและเพื่อน และบรรยากาศการเรียนรู้ที่ไม่ตัดสินหรือตีตรา เป้าหมายคือทำให้เด็กมีพลังใจพอจะปฏิเสธยาเสพติดและกัญชาแม้เผชิญแรงชักชวนจากสังคมรอบตัว หัวใจของบทเรียนจากปายโมเดลคือ โรงเรียนไม่ได้มองยาเสพติดเป็นเรื่องผิดส่วนตัวของเด็ก แต่มองเป็นสัญญาณเตือนของระบบดูแลที่อ่อนแอ หากห้องเรียนไม่ปลอดภัย ครูหมดไฟ เด็กถูกบูลลี่ ต่อให้มีโปรแกรมป้องกันกัญชาเข้มแค่ไหน เด็กก็ยังเสี่ยงกลับไปหายาอยู่ดี การป้องกันจึงต้องเริ่มที่การเยียวยาใจทั้งครูและนักเรียนไปพร้อมกัน

MIND CARE SAFE เมื่อครูดูแลใจตัวเอง เด็กจึงมีที่พิง
เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลปายร่วมกับโรงเรียนปายวิทยาคารและเครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ MIND CARE SAFE เติมพลังครู ดูแลใจนักเรียน ให้ครูและบุคลากรรวม 100 คน ทั้งจากโรงเรียนปายวิทยาคาร 77 คน และบุคลากรเทศบาลชุมชนกับภาคีเยาวชน 23 คนเข้าร่วม แก่นของโปรแกรมนี้ชัดเจนมาก คือถ้าอยากป้องกันยาเสพติดเยาวชน ต้องเริ่มที่การอบรมครูดูแลใจตนเองก่อน กระบวนการ MIND เน้นดูแลสุขภาพจิตครู ลดภาวะหมดไฟในการทำงาน CARE ฝึกครูให้รับฟังและสื่อสารเชิงบวกกับนักเรียน และ SAFE สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดการบูลลี่ในโรงเรียน เมื่อครูไม่ถูกกดดันเกินไป มีทักษะฟังเด็ก และห้องเรียนไม่ใช่พื้นที่ทำร้ายกัน เด็กก็มีแนวโน้มไม่ต้องหันไปหากัญชาเพื่อหนีความเครียด

จากห้องเรียนสู่ระบบคุ้มครองเยาวชนทั้งโรงเรียน
จุดแข็งของปายโมเดลคือการเปลี่ยนการอบรมหนึ่งครั้งให้กลายเป็นกลไกถาวรในโรงเรียน ไม่ใช่กิจกรรมไฟไหม้ฟาง รองผู้อำนวยการโรงเรียนปายวิทยาคารอธิบายว่าความรู้จาก MIND CARE SAFE จะถูกเชื่อมเข้ากับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน งานครูที่ปรึกษา และการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจและความปลอดภัยทางใจสำหรับผู้เรียนทุกคน สาระที่ซ่อนอยู่คือการยอมรับว่าครูคือด่านหน้าในการคัดกรองเด็กที่เสี่ยงใช้กัญชาและยาเสพติด ครูที่ผ่านการอบรมด้านสุขภาพจิตสามารถสังเกตสัญญาณเตือนพฤติกรรม ผิดปกติของอารมณ์ หรือการเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนได้เร็วขึ้น และให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม นี่คือการใช้ความรู้ด้านสุขภาพจิตของครูเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนสายเกินแก้

โปรแกรมป้องกันกัญชาไม่พอ ถ้าไม่สร้างภูมิคุ้มกันใจควบคู่
หลายพื้นที่วางน้ำหนักไปที่กฎระเบียบและการจัดระเบียบร้านกัญชา แต่ปายโมเดลตั้งคำถามสำคัญว่าแล้วใจของเด็กพร้อมรับแรงปะทะจากโลกจริงหรือยัง นายกังวาล ครองยุติชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้ทำให้เยาวชนได้ภูมิคุ้มกันใจและห่างไกลยาเสพติด เรียนรู้ทักษะรับมือความเครียด เห็นคุณค่าในตนเอง มีห้องเรียนที่อบอุ่น และได้รับการช่วยเหลืออย่างไม่ถูกตีตรา ผ่านการรับฟังด้วยความเข้าใจและระบบช่วยเหลือที่เป็นมืออาชีพ มาตรการด้านกฎหมายอย่างประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญเพื่อควบคุมการสูบกัญชาในที่สาธารณะ การตรวจร้านค้ากัญชา และการติดป้ายเขตปลอดกัญชา บุหรี่ แอลกอฮอล์ เป็นโปรแกรมป้องกันกัญชาที่จำเป็น แต่ถ้าไม่มีการเสริมภูมิคุ้มกันจิตใจนักเรียนไปพร้อมกัน เด็กก็ยังเสี่ยงมองหาช่องว่างของระบบอยู่ดี
บทเรียนเชิงนโยบาย ป้องกันยาเสพติดเยาวชนต้องมองทั้งระบบ
สิ่งที่ปายโมเดลสอนเราคือ การป้องกันยาเสพติดเยาวชนและออกแบบโปรแกรมป้องกันกัญชาแบบยั่งยืน ต้องมองตั้งแต่สุขภาพจิตครู บรรยากาศในห้องเรียน ไปจนถึงมาตรการทางสังคมรอบโรงเรียน การอบรมครูดูแลใจไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นโครงสร้างหลักของระบบคุ้มครองเด็ก ความร่วมมือของกองทุนสุขภาพท้องถิ่น โรงเรียน และเครือข่ายเยาวชน ที่รวมคน 100 ชีวิตจากครู บุคลากรเทศบาล ชุมชน และกลุ่มไม่นะกัญชาและยาเสพติด มานั่งเรียนรู้ร่วมกัน แสดงให้เห็นว่างานป้องกันไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากพื้นที่อื่นต้องการต้นแบบ โปรแกรมที่ควรนำไปต่อยอดไม่ใช่เพียงขั้นตอนตรวจร้านกัญชา แต่คือแนวคิดที่ว่า หากเราไม่ลงทุนกับภูมิคุ้มกันจิตใจนักเรียน วันนี้ เราก็จะต้องลงทุนกับการเยียวยาผลกระทบจากยาเสพติดที่หนักและแพงกว่าในวันหน้า






