การแข่งขัน AI และโค้ดดิ้งที่ใหญ่สุดของประเทศ ไม่ใช่แค่เวที แต่คือระบบท่อส่งคนเก่ง
National Coding & AI Competition คือเวทีการแข่งขัน AI และโค้ดดิ้งระดับชาติที่เปิดให้เยาวชนจากทั่วประเทศนำความรู้ด้าน Coding, AI, AIoT และ Robotics มาพัฒนาผลงานนวัตกรรมดิจิทัล แข่งขันภายใต้กรอบแนวคิดด้านอุตสาหกรรมอัจฉริยะ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัลมูลค่ารวมกว่า 27 ล้านบาท โดยมุ่งสร้างฐานกำลังคนดิจิทัลรองรับเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต. หัวใจสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่แค่การมี “การแข่งขัน AI ไทย” ครั้งใหญ่ แต่คือการที่รัฐตัดสินใจลงทุนกับเยาวชนอย่างเป็นระบบ ผ่านเวทีที่ผสานบทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจัดรอบชิงชนะเลิศระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมรัฐมนตรีช่วยเป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลในวันสุดท้าย. การแข่งขันนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่คือการส่งสัญญาณชัดว่าประเทศกำลังย้ายจุดเน้นจากการเรียนท่องจำ ไปสู่การสร้างเยาวชน AI talent ที่พร้อมลงสนามเศรษฐกิจดิจิทัล.
210 ทีมเยาวชน AI talent: จาก 806 ทีมสู่เวทีระดับชาติ
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดของการแข่งขันนี้คือจำนวนและเส้นทางของเยาวชนที่ถูกหล่อหลอมให้กลายเป็น AI talent รุ่นใหม่ ตั้งต้นจากทีมสมัครกว่า 806 ทีมทั่วประเทศ ก่อนถูกคัดกรองเหลือ 210 ทีมสุดท้ายในสามระดับการศึกษา คือ ประถม มัธยม และอาชีวะ ระดับละ 70 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ. กระบวนการคัดเลือกไม่ได้หยุดแค่การสอบแข่งขัน แต่ผูกกับการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 30 หลักสูตร และการแข่ง Regional Coding & AI Competition ใน 8 จังหวัดสำคัญ. รูปแบบนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ต้องการ “เด็กแข่งหุ่นยนต์ปีละครั้ง” แต่ต้องการปลูกฝังทักษะลงมือทำต่อเนื่อง เริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐาน ไปสู่การลงสนามจริงและรับคำปรึกษาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน. ตามคำกล่าวที่อ้างได้คือ โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เป็นการต่อยอดจากโครงการ Coding Thailand ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อขยายโอกาสให้เยาวชนและครูเข้าถึงการเรียนรู้ด้าน Coding, AI, AIoT และ Robotics ควบคู่กับ Soft Skills. นี่คือการสร้างท่อส่งคนดิจิทัลที่วางรากฐานตั้งแต่ห้องเรียนไปจนถึงเวทีแข่งขัน.

โครงสร้างรางวัลกว่า 27 ล้านบาท: การลงทุนเพื่อกำลังคนดิจิทัล ไม่ใช่ค่าแข่งขัน
เมื่อมองผ่านเลนส์นโยบาย การมี Coding competition รางวัล สูงถึงมูลค่ารวมกว่า 27 ล้านบาทคือข้อความเชิงงบประมาณที่ชัดเจนว่ารัฐกำลังลงทุนกับทุนมนุษย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง. รางวัลไม่ได้มีแค่ทุนการศึกษา AI หรือทุนสำหรับเด็กเก่งรายบุคคล แต่ยังรวมถึงทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัลในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าเงินทุนไหลกลับไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ในระดับฐานรากด้วย. ตลอดสามวันของการแข่งขัน เยาวชนทั้ง 210 ทีมต้องแสดงผลงานนวัตกรรมต่อคณะกรรมการ ตั้งแต่พิธีเปิดและเวทีเสวนาเทรนด์ AI โลกในวันที่ 21 การมอบรางวัลระดับภูมิภาคและการนำเสนอผลงานของ 45 ทีมสุดท้ายในวันที่ 22 ไปจนถึงรอบ Best of the Best และการประกาศรางวัลระดับประเทศรวม 112 รางวัลในวันที่ 23. โครงสร้างนี้บอกเราว่ารางวัลถูกออกแบบให้เป็นทั้งแรงจูงใจและกลไกคัดกรองคนที่พร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงานแห่งอนาคต มากกว่าจะเป็นเพียงถ้วยรางวัลสวย ๆ วางตู้โชว์.

จากเวทีแข่งขันสู่เศรษฐกิจ AI: ทำไมดีอี–ดีป้ากำลังเดิมพันกับเยาวชน
คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องทุ่มกับการแข่งขัน AI ไทยระดับเยาวชนในเวลานี้ คำตอบอยู่ในคำกล่าวของผู้จัดที่ชี้ว่าโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริงจึงเป็นหัวใจของการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต โดยต้องเรียนรู้ Coding, AI และเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับทักษะคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น. ดีป้าประกาศชัดว่าใช้เวทีนี้เป็นกลไกสร้าง “กำลังคนดิจิทัล” รุ่นใหม่ ให้เยาวชนเปลี่ยนความรู้ด้านโค้ดดิ้งและ AI เป็นนวัตกรรม แก้ปัญหา และต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล. นี่คือการยอมรับว่าความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจ AI โลกจะขึ้นอยู่กับว่าประเทศสามารถผลิตคนที่ “พูดภาษาโค้ด” และ “คิดแบบ AI” ได้มากแค่ไหน และการแข่งวันนี้คือการทดลองระบบผลิตคนเหล่านั้นตั้งแต่ระดับประถมจนถึงอาชีวะ.
ข้อสรุป: ถ้าอยากชนะในเศรษฐกิจ AI ต้องเริ่มจากห้องเรียนและเวทีเยาวชน
เมื่อมองภาพรวม National Coding & AI Competition จึงเป็นสัญญาณทางยุทธศาสตร์มากกว่าอีเวนต์เทคโนโลยี ว่ารัฐเลือกลงทุนกับเยาวชน AI talent ผ่านการเรียนรู้ที่ลงมือทำจริง การบ่มเพาะต่อเนื่อง และแรงจูงใจจากทุนการศึกษา AI และทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ดิจิทัลมูลค่ารวมกว่า 27 ล้านบาท. โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ที่ต่อยอดจากปี 2561 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ใช่โครงการแฟลชในปีเดียว. หากประเทศต้องการยืนในเศรษฐกิจ AI ที่แข่งขันสูง การรอให้เอกชนหรือมหาวิทยาลัยทำคนเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีความร่วมมือและการเชื่อมต่อระหว่างโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ ภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างที่เห็นในเวทีนี้ การแข่งขันระดับเยาวชนแบบนี้จึงควรถูกมองว่าเป็น “สนามฝึกซ้อมของกำลังคนดิจิทัล” ที่จะออกไปสร้างระบบ AI และนวัตกรรมในโลกจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการตัดสินใจลงทุนวันนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีจากคนอื่น หรือเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตนเองในอนาคต.


