วิกฤตซ้อนวิกฤต ทำไมเสียงเยาวชนเรื่องยาเสพติดจึงสำคัญ
วิกฤตยาเสพติดวัยรุ่นและสุขภาพจิตเยาวชน คือภาวะที่เด็กและเยาวชนจำนวนมากหันไปใช้สารเสพติด เช่น ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และกัญชา ควบคู่กับการเผชิญความเครียด ความรุนแรง และแรงกดดันทางสังคม จนเกิดปัญหาสุขภาพจิต โรคร่วมทางจิตเวช และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ทำให้ระบบการศึกษา ครอบครัว และบริการสาธารณสุขรับภาระหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อทุนมนุษย์ของสังคมในระยะยาว
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของเยาวชนกลุ่มเล็ก แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตโครงสร้าง ประชากรเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 4.1 แสนคน ขณะที่ผู้เสียชีวิตสูงถึง 5.59 แสนคน ส่งผลให้ดุลประชากรติดลบและเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เมื่อคนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง แต่กลับถูกปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ตั้งแต่ยาเสพติดวัยรุ่น แอลกอฮอล์ ไปจนถึงบุหรี่ไฟฟ้าเด็ก เรากำลังเสี่ยงสูญเสียกำลังสำคัญของประเทศตั้งแต่ยังไม่ทันโต นี่คือเหตุผลว่าทำไมเสียงของเครือข่ายเยาวชนจึงไม่ใช่เสียงประกอบฉาก แต่คือสัญญาณเตือนให้รัฐต้องปรับนโยบายป้องกันยาอย่างจริงจัง

จากตัวเลขสู่สัญญาณอันตราย สุขภาพจิตเยาวชนกำลังส่งเสียง
ตัวเลขผู้เข้าบำบัดยาเสพติดที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าระบบบำบัดเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น แต่สะท้อนว่าปัญหากำลังลุกลามเฉพาะปี 2568 มีผู้เข้าบำบัดยาเสพติด 2.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 29.56% โดยกว่า 5 หมื่นคนหรือ 20% เป็นเด็กและเยาวชนต่ำกว่า 25 ปี และมีแนวโน้มเกิดโรคร่วมทางจิตเวชเพิ่มต่อเนื่อง เมื่อเด็กจำนวนมากเริ่มใช้ยาช่วงอายุ 13–15 ปี แต่เพิ่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดตอน 18–24 ปี ปัญหาจึงฝังลึกและกลายเป็นภาวะเรื้อรัง
ภาพรวมสุขภาพจิตเยาวชนไม่อาจแยกออกจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เด็กและเยาวชนที่ใช้กัญชาเข้าสู่การบำบัด 5,551 คน คิดเป็น 11.16% และเพิ่มขึ้นทุกปี โดย 3 ใน 4 เป็นผู้รับการบำบัดรายใหม่ ขณะที่สารกระท่อมมีเด็กต่ำกว่า 25 ปี เข้าบำบัด 1,830 คน การใช้หลายสารผสมกัน รวมทั้งรูปแบบพอตและหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมสารเสพติด ทำให้เส้นแบ่งระหว่างของเล่นวัยรุ่นกับยาเสพติดหายไปอย่างน่ากลัว และโยงตรงไปยังปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนที่ระบบบริการยังตามไม่ทัน

5 ข้อเสนอจากเยาวชน รัฐพร้อมหรือยังที่จะให้เขามีสิทธิออกแบบนโยบาย
เมื่อวันที่ 22 กันยายน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนหลายกลุ่ม เข้ายื่นหนังสือต่อรองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากอบายมุขเนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้มาขอเพียงคำปลอบใจ แต่ถือข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน 5 ข้อ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการคุมเข้มยาเสพติดวัยรุ่น บุหรี่ไฟฟ้าเด็ก และการใช้กัญชา
- สนับสนุนการปราบปรามยาเสพติดและคุ้มครองเด็กจากสถานบริการและร้านเหล้าที่ปล่อยให้เข้าถึงยาเสพติด
- ขอให้คงกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและบังคับใช้จริงจัง
- เร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน
- สนับสนุนการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และพื้นที่กิจกรรมเพื่อแย่งเวลาจากอบายมุข
- บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนอย่างเข้มงวดต่อปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนความเข้าใจเชิงระบบ เยาวชนไม่ได้มองปัญหาแค่ปลายเหตุ แต่ผูกทั้งโครงสร้างกฎหมาย นโยบายป้องกันยา และพื้นที่ใช้ชีวิตของตัวเองเข้าด้วยกัน จุดยืนชัดเจนว่าการคุมเข้มต้องเดินคู่กับการให้ทางเลือก ไม่ใช่ปิดประตูแล้วปล่อยให้คนหนุ่มสาวอยู่กับความเครียดลำพัง

เมื่อรัฐเริ่มขยับ แต่คำถามคือจะไปไกลแค่ไหน
รองนายกรัฐมนตรีตอบรับข้อเสนอของเครือข่ายเยาวชน พร้อมย้ำแนวคิดว่าผู้เสพคือผู้ป่วย และจำเป็นต้องดึงผู้ป่วยเข้าสู่การบำบัดให้มากที่สุด เขามองว่าการเวียนกลับเข้าบำบัดอยู่ราว 70% ขณะที่อีกประมาณ 30% ไม่กลับมา และตั้งคำถามว่าควรเพิ่มโทษผู้ค้ายาให้หนักขึ้นหรือไม่ เพื่อให้คนไม่กล้านำยาเข้ามา เพราะยาปัจจุบันมีราคาถูกจนเข้าถึงง่ายและทำให้ปัญหาวนลูป
ด้านหนึ่ง การเดินหน้ากฎหมายควบคุมกัญชาเพื่อการแพทย์ การแบนบุหรี่ไฟฟ้า และการเพิ่มโทษผู้ค้ายา เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มจริงจังกับนโยบายป้องกันยา อีกด้านหนึ่ง การสนับสนุนการกระจายงบประมาณเพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึง และการเปิดให้ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนนั่งในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสดงว่ารัฐเริ่มยอมรับว่าการจัดการปัจจัยเสี่ยงต้องมีเสียงของคนรุ่นใหม่ร่วมอยู่ในโต๊ะ แต่คำถามปลายเปิดคือ การยอมรับนี้จะกลายเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและงบประมาณหรือแค่โครงการระยะสั้น
พื้นที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ของเล่น แต่คือด่านหน้าป้องกันสุขภาพจิตเยาวชน
ภาพของเยาวชนที่เลือกหันหลังให้ปัจจัยเสี่ยงเริ่มชัดขึ้นจากงาน “Good Life Vibe Good” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจัดร่วมกับภาคี เปิดพื้นที่ให้เยาวชนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง ผลสำรวจเยาวชน 2,035 คนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า 54.8% มองว่าการปฏิเสธสิ่งไม่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นคนเทสดี และ 86.2% เห็นว่าการไม่ยุ่งกับปัจจัยเสี่ยงทำให้ดูมีสไตล์ นี่คือประโยคที่ควรถูกเอาไปติดโปสเตอร์ทุกโรงเรียน
กิจกรรมที่เปิดให้วัยรุ่นออกแบบเอง ตั้งแต่กีฬา ศิลปะ ไปจนถึงการแสดง ไม่ได้มีค่าแค่เป็นงานอดิเรก แต่คือเกราะป้องกันสุขภาพจิตเยาวชนในโลกที่แรงกดดันจากเพื่อน ออนไลน์ และครอบครัวถาโถม สัญญาณจากเวทีเสวนาและเสียงของคนหนุ่มสาวชัดเจนว่า พวกเขาต้องการทางเลือก ไม่ใช่คำสั่ง สังคมที่เอาจริงกับสุขภาพจิตเยาวชนจึงต้องเลิกมองพื้นที่สร้างสรรค์เป็นของสวยงาม และยอมรับว่ามันคือด่านหน้าของนโยบายป้องกันยาอย่างแท้จริง







