จากดาราไทยสู่หัวแถว New York Fashion Week
ผู้มีอิทธิพลไทยแฟชั่นในบริบท New York Fashion Week หมายถึงกลุ่มคนดังและอินฟลูเอนเซอร์จากไทยที่เข้าร่วมชมโชว์แฟชั่นแบรนด์ระดับโลก แล้วสามารถสร้างการรับรู้ มูลค่าทางสื่อ และการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียในระดับสูง จนมีผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์และการเล่าเรื่องของวงการแฟชั่นโลกในซีซั่นนั้นอย่างชัดเจน ปิดฉากไปแล้วสำหรับ New York Fashion Week คอลเล็กชั่น Spring Summer 2027 ที่จัดขึ้นวันที่ 10-16 กันยายน ณ มหานครนิวยอร์ก โดยงานนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเหล่าคนดังไทยไม่ใช่แค่แขกแถวหน้าของแบรนด์ แต่กลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกระแสออนไลน์ของสัปดาห์แฟชั่นครั้งนี้ สถิติจาก Onclusive ระบุว่างานซีซั่นนี้มีการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียราว 147.1 ล้านครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับอินฟลูเอนเซอร์ไทย การขึ้นมาครองพื้นที่สนทนาระดับนี้คือสัญญาณว่าตำแหน่งอำนาจในแฟชั่นวีคกำลังขยับจากคนดังตะวันตกสู่พลังภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

ตัวเลข EMV ที่บอกว่าใครคือผู้นำเทรนด์แฟชั่นโลกตัวจริง
หากจะถามว่าใครครองเกม New York Fashion Week ซีซั่นนี้ คำตอบไม่ใช่ซูเปอร์โมเดลหรือไอดอลเกาหลี แต่คือชื่อไทยที่หลายคนคุ้นหู Earned Media Value หรือ EMV ในบริบทแฟชั่น คือการประเมินมูลค่าการกล่าวถึงบนสื่อและโซเชียลที่แบรนด์ได้รับจากคอนเทนต์ของคนดังโดยไม่ได้ซื้อสื่อโดยตรง ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนอิทธิพลได้ชัดกว่ายอดผู้ติดตามเสียอีก รายงานจากแพลตฟอร์มการตลาด Lefty ชี้ว่ามีคนดังไทย 6 คนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 14 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของงาน โดยทั้งหมดสร้างมูลค่าทางสื่อรวม 24.48 ล้าน ซึ่งเท่ากับมากกว่า 637 พันล้านดองเวียดนาม นี่คือยอดรวมที่ทิ้งห่างหลายดาราโลก และตอกย้ำว่าการขับเคลื่อนเทรนด์แฟชั่นโลกวันนี้ไม่ได้มาจากศูนย์กลางเดิมอีกต่อไป แต่จากเน็ตเวิร์กแฟนคลับข้ามชาติที่ดาราไทยสร้างไว้
เลิฟ หลิงหลิง โฟร์ท เจมีไนน์ ภูวินทร์ เมื่อชื่อไทยแซงหน้าซูเปอร์สตาร์โลก
รายชื่อที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในครั้งนี้คือ เลิฟ ภัทรานิษฐ์ หลิงหลิง คอง โฟร์ท ณัฐวรรธน์ เจมีไนน์ นรวิช และภูวินทร์ ที่ต่างติดอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับ EMV จาก Lefty เลิฟในฐานะแขกของ Coach ขึ้นอันดับหนึ่งของโปรไฟล์ยอดนิยมด้วย EMV สูงที่สุดในงาน ขณะที่หลิงหลิงกับการร่วมชมโชว์ Calvin Klein ก็ครองอันดับต้น ๆ เช่นกัน และเมื่อรวมสามหนุ่มแบรนด์แอมบาสเดอร์ Tommy Hilfiger อย่างโฟร์ท เจมีไนน์ และภูวินทร์ ยอด EMV รวมของพวกเขาพุ่งขึ้นเป็นกลุ่มชายที่โดดเด่นที่สุดในงาน รายงานระบุชัดว่า เลิฟและหลิงหลิงแซงหน้าจีซูจากวง BLACKPINK ในด้าน EMV ในสัปดาห์แฟชั่นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้จีซูถูกมองว่าเป็นหัวเสาในแง่มูลค่าสื่อของแฟชั่นวีคระดับนานาชาติ การที่ชื่อใหม่จากภูมิภาคอื่นขึ้นแซงไอดอลระดับโลกในสนามที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แปลว่าเกมวัดอิทธิพลไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความดังในตลาดเดียวอีกต่อไป แต่ด้วยการเชื่อมต่อหลายวัฒนธรรมที่ดาราไทยทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
KARLA OTTO และ Lefty กับการยืนยันว่าดาราไทยคือหัวใจสื่อแฟชั่นใหม่
สิ่งที่ทำให้กระแสครั้งนี้ทรงน้ำหนักเป็นพิเศษคือการที่ตัวเลขมาจากองค์กรวิเคราะห์สื่อระดับนานาชาติ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของแฟนคลับ ทางเอเจนซี่ด้านการสร้างแบรนด์อย่าง KARLA OTTO อ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Lefty เพื่อจัดอันดับอินฟลูเอนเซอร์ New York Fashion Week ซีซั่นล่าสุด และผลลัพธ์ชัดเจนว่าดาราไทยครองพื้นที่หัวตาราง ขณะเดียวกัน รายงานจาก Onclusive ก็ชี้ว่าจากคนดัง 181 คน มีตัวแทนไทย 9 คนติดท็อป 20 ในด้านส่วนแบ่งการรับฟังบนโซเชียล โดยหากรวมคะแนนทั้งหมดแล้วคิดเป็น 78.07% ของการสนทนาในกลุ่มนักแสดงและแบรนด์แอมบาสเดอร์ หนึ่งในประโยคที่น่าสรุปสถานการณ์ครั้งนี้ได้คือ "รายงานทั้งจาก Onclusive และ Lefty แสดงให้เห็นว่าชื่อจากประเทศไทยเป็นผู้นำ โดยคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการจัดอันดับที่วัดอิทธิพลของสื่อ" เมื่อผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศสื่อแฟชั่นต่างยืนยันตรงกัน ก็ยากจะปฏิเสธว่าดาราไทยกำลังกลายเป็นหัวใจของการเล่าเรื่องในงานแฟชั่นวีคใหญ่
จากปรากฏการณ์สู่โครงสร้างใหม่ของเทรนด์แฟชั่นโลก
หลายคนอาจมองว่าการที่ดาราไทยขึ้นอันดับ EMV ใน New York Fashion Week เป็นแค่กระแสชั่วครั้ง แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างกลับบอกอีกเรื่อง คู่มือ Alphabet of Fashion 2025 ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่าเหล่าคนดังจากไทยคือหนึ่งในพลังสำคัญที่กำลังเปลี่ยนระบบนิเวศแฟชั่นหรู โดยเพียงซีซั่น Spring Summer 2026 อินฟลูเอนเซอร์ไทยเคยสร้าง EMV รวมประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์แฟชั่นใหญ่สี่แห่งทั่วโลก นั่นหมายความว่าความสำเร็จใน New York ไม่ใช่จุดพลุครั้งแรก แต่คืออีกขั้นของเส้นกราฟที่ไต่ขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่สะท้อนชัดคือการที่ผู้เล่นแฟชั่นหรูเริ่มหันมาพึ่งความหลากหลายและเสียงจากภูมิภาคนอกตะวันตก เพื่อเชื่อมต่อกับฐานแฟนยุคโซเชียลที่ไม่ยอมรับการถูกมองข้ามอีกต่อไป ดาราไทยระดับโลกจึงไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนประเทศ แต่เป็นหลักฐานว่าระบบอำนาจการกำหนดเทรนด์แฟชั่นโลกกำลังถูกกระจายใหม่อย่างจริงจัง และใครก็ตามที่มองข้ามพลังนี้กำลังอ่านเกมผิดไปคนละหน้า






