YOUNGEST in BANGKOK คืออะไร และทำไมถึงต้องไปเห็นกับตา
YOUNG K Solo Tour YOUNGEST in BANGKOK คือคอนเสิร์ตเดี่ยวแบบฟูลแบนด์ของมือเบส Young K จากวง DAY6 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดเส้นทางดนตรีกว่า 12 ปีผ่านเพลงจากอัลบั้มโซโล่และเพลงวง โดยมีเซตลิสต์ที่ผสมผสานความมัน ความอบอุ่น และเซอร์ไพรส์พิเศษให้แฟนคลับมายเดย์ได้มีส่วนร่วมตลอดเวลาการแสดง เป็นงานที่ตั้งใจออกแบบให้เห็นทั้งตัวตนในฐานะมือเบสและศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจของงานนี้ไม่ใช่แค่ Young K คอนเสิร์ตที่มาเยือนกรุงเทพฯ คอนเสิร์ตอีกหนึ่งครั้ง แต่คือการประกาศว่ามือเบส Young K ไม่ได้ยืนอยู่แค่หลังแถว เขาขึ้นมาหน้าเวทีพร้อมรับผิดชอบทั้งเสียงร้อง พลังการเล่น และการสื่อสารกับคนดูแบบตรงไปตรงมา งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ และยาวต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงโดยที่เอนเนอร์จี้ไม่มีตกเลยตลอดโชว์

ฟูลแบนด์สองชั่วโมงที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่แค่มือเบส
สิ่งที่ทำให้ DAY6 โซโล่ทัวร์ ครั้งนี้ต่างจากภาพจำของคอนเสิร์ตเดี่ยวทั่วไปคือการที่ Young K เลือกขนแบ็คอัปมาแบบฟูลแบนด์จัดเต็มซาวด์แน่นๆ แม้จะมาแบบคนเดียวแต่บรรยากาศในฮอลล์กลับให้ความรู้สึกเหมือนดูคอนเสิร์ตวงเต็มชุดมากกว่าคอนเสิร์ตโซโล่ เขาใช้เวลา 2 ชั่วโมงเต็มบนเวทีเพื่อพามายเดย์ชาวกรุงเทพฯ คอนเสิร์ตครั้งนี้ไปมันส์แบบครบทุกรสชาติ ทั้งการกระโดดไปกับเพลงเร็วและการนิ่งฟังท่อนพูดที่จริงใจ ตลอดโชว์เราจะเห็นเขาสลับบทบาทอย่างลื่นไหล ระหว่างมือเบส Young K ที่เล่นไลน์เบสแน่นและมั่นคง กับศิลปินเดี่ยวที่ถือไมค์นำวง คุมอารมณ์เพลง และเป็นคนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองผ่านดนตรี การที่เขาเลือกเล่าเส้นทาง 12 ปีในวงการผ่านอัลบั้ม YOUNGEST แล้วนำมาขยายบนเวที ทำให้คอนเสิร์ตนี้ไม่ใช่แค่การรวมเพลงฮิต แต่เป็นไดอารีเสียงดนตรีที่คนดูได้อ่านไปพร้อมกัน

เซตลิสต์หลากรสจากโซโล่อัลบั้มถึงเพลงวง DAY6
จุดแข็งที่สุดอย่างหนึ่งของ Young K คอนเสิร์ตครั้งนี้คือเซตลิสต์ที่ถูกคัดมาอย่างตั้งใจ เขาเปิดพื้นที่ให้โซโล่อัลบั้มล่าสุด YOUNGEST ได้เล่าเรื่องอย่างครบถ้วน ไล่ตั้งแต่ Marionette Drivin’ into Hell Yonge St. million reasons Gypsophila Anthem Heading Home whatever SPIKE F world Shut The Door Hey Honey และ Goodbye love ที่กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ช่วงท้ายโชว์ ตามด้วยเพลงจากอัลบั้ม Letters with Notes อย่าง babo what is.. nothing but STRANGE natural playground waited และ let it be summer รวมถึง Eternal ที่มี Guard You Microphone best song และ not gonna love มาช่วยเติมอารมณ์คิดถึง การที่เขาไม่ทิ้งเพลงวง DAY6 แต่หยิบ Time of Our Life มาปิดท้ายร่วมกับแฟนๆ คือคำตอบชัดเจนว่าแม้จะเป็น DAY6 โซโล่ทัวร์ เขายังผูกพันกับรากเดิมของตัวเองอยู่เสมอ ภาพทั้งฮอลล์ร้องและโดดไปพร้อมกันในเพลงนี้คือโมเมนต์ที่บอกได้ว่าคอนเสิร์ตเดี่ยวก็สามารถให้ความรู้สึกเหมือนแฟมิลี่คอนเสิร์ตของทั้งวงได้
โมเมนต์พิเศษจาก Jeff Satur ถึง Season of Us ที่ทำให้ฮอลล์อบอุ่นขึ้น
ถ้าจะพูดถึงช่วงที่ทำให้คนดูยิ้มไม่หุบ คงหนีไม่พ้นเซอร์ไพรส์ที่เขาเตรียมมาเฉพาะมายเดย์ในกรุงเทพฯ คอนเสิร์ตครั้งนี้ Young K เลือกร้อง ซ่อนไม่หา ต้นฉบับจาก Jeff Satur แบบเต็มเพลง และที่สำคัญคือเขาร้องเป็นภาษาไทยได้อย่างไพเราะจนคนดูทั้งฮอลล์ส่งเสียงเชียร์ไม่หยุด นี่ไม่ใช่แค่การคัฟเวอร์เพลงดัง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเคารพคนฟังและวัฒนธรรมของพื้นที่ที่มาเล่นถึงขั้นซุ่มซ้อมภาษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้เขายังหยิบ Season of Us เพลงประกอบซีรีส์ My Royal Nemesis มาร้องบนเวที พร้อมเล่าว่าเขาดีใจที่แฟนๆ ร้องตามได้ และเชื่อว่าเพื่อนที่รับบทพระเอกอย่าง Heo Nam Jun จะต้องดีใจที่มีคนรักเพลงจากซีรีส์นี้ด้วยเช่นกัน โมเมนต์แบบนี้ทำให้คอนเสิร์ตไม่ใช่แค่โชว์ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างศิลปินกับคนดูที่มีทั้งเสียงหัวเราะและความผูกพันอยู่ในทุกท่อนเพลง
บทสรุปจากสองชั่วโมงที่ยืนยันว่า Young K พร้อมเดินหน้าในฐานะศิลปินเดี่ยว
เมื่อไฟในสามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ค่อยๆ ดับลงหลัง Time of Our Life และ Goodbye love ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่แค่ความมัน แต่คือความเชื่อมั่นในตัว Young K ในฐานะศิลปินเดี่ยวเต็มตัว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามือเบส Young K สามารถยืนกลางเวที คุมฟูลแบนด์ สื่อสารกับคนดู และเล่าเรื่องชีวิตผ่านเพลงได้อย่างมีน้ำหนักตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม สำหรับใครที่ติดตาม DAY6 โซโล่ทัวร์ ครั้งนี้คือบทเรียนว่าการแยกออกมาทำงานเดี่ยวไม่ใช่การทิ้งวง แต่เป็นการขยายตัวตนให้กว้างขึ้น YOUNGEST in BANGKOK จึงไม่ใช่แค่หนึ่งในคอนเสิร์ตที่น่าจดจำของมายเดย์ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางดนตรีของเขาเอง และเป็นสัญญาเงียบๆ ว่าเมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เราจะได้เห็นเวอร์ชั่นที่เติบโตขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน





