ตลาดอาหารสุขภาพไทยคืออะไร และกำลังเปลี่ยนเกมให้บริษัทอาหารอย่างไร
ตลาดอาหารสุขภาพไทยคือภาพรวมของอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์โภชนาการและสุขภาพ ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการเฉพาะด้าน เช่น ไขมันดี โอเมก้า 3 โปรตีนคุณภาพ หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารดั้งเดิมเข้ากับงานวิจัยและนวัตกรรมโภชนาการยุคใหม่ ข้อมูลจาก Euromonitor ชี้ว่าการบริโภคอาหารบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกปี 2563–2568 โตเฉลี่ยเพียง 0.6% ต่อปี สะท้อนว่าตลาดอาหารเชิงปริมาณเริ่มอิ่มตัว ในทางกลับกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพว่ามีอย่างน้อย 34,000 ล้านบาทในปี 2567 และยังโตต่อราว 6% จากปีก่อน ข้อมูลเหล่านี้บอกชัดว่าการเติบโตใหม่ไม่ได้มาจากการขายอาหารมากขึ้น แต่จากการขายอาหารที่ “ฉลาดและมีโภชนาการตอบโจทย์สุขภาพ” มากขึ้น

CPF และ UFARM ตัวอย่างบริษัทอาหารไทยที่ยกระดับสินค้าดั้งเดิมด้วยงานวิจัย
ท่ามกลางกระแสโภชนาการและสุขภาพ CPF เลือกเดินเกมที่น่าสนใจ คือไม่มองอาหารสุขภาพแค่การแตกไลน์ใหม่ แต่ยกระดับสินค้าที่มีอยู่ให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นผ่านแบรนด์ UFARM ทั้งหมูชีวา ไก่เบญจา และไข่ไก่เบญจา โดยปรับสูตรอาหารสัตว์ด้วยเมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันปลา สาหร่ายทะเล และข้าวกล้อง เพื่อเพิ่มโอเมก้า 3 ให้กับเนื้อและไข่ที่ผู้บริโภคกินทุกวัน จุดต่างที่ทำให้ UFARM น่าสนใจ คือ CPF ไม่หยุดแค่คำเคลมด้านโภชนาการ แต่ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำ Human Clinical Study ควบคุมอาหารกลุ่มตัวอย่าง 8 สัปดาห์ เปรียบเทียบการกินหมูโอเมก้า 3 กับหมูทั่วไป ผลพบระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงเฉลี่ย 13% และค่า TNF-Alpha ลดลง 61% ในกลุ่มที่กินหมูโอเมก้า 3 อย่างไรก็ตาม ผลเหล่านี้เกิดภายใต้เงื่อนไขการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด จึงไม่ควรถูกตีความว่าแค่กินหมูโอเมก้า 3 อย่างเดียวจะป้องกันหรือรักษาโรคได้ แนวทางของ CPF สะท้อนภาพใหม่ของบริษัทอาหารไทย ที่เริ่มลงทุนในงานวิจัยมนุษย์เพื่อรองรับคำเคลมสินค้า ไม่ใช่พึ่งแต่การตลาดหรือภาพลักษณ์สุขภาพผิวเผิน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผลักดันผู้ผลิตไทยจาก OEM สู่เจ้าของแบรนด์สุขภาพ
ด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภาพที่เห็นชัดคือการเติบโตของตลาดที่ผลักให้ทุนไทยต้องเลิกพึ่งรายได้จากการรับจ้างผลิตแบบ OEM อย่างเดียว แล้วขยับไปสร้างนวัตกรรมและแบรนด์ของตนเอง รายงานที่อ้างอิงข้อมูล Euromonitor ระบุว่ามูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยอยู่ที่ 42,300 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 60,800 ล้านบาทในปี 2573 ตัวเลขระดับนี้ไม่ใช่แค่โอกาส แต่เป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องคิดมากกว่าเรื่องต้นทุน ผู้ผลิตไทยเริ่มไล่เชื่อมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำที่ใช้ความแข็งแกร่งด้านสมุนไพรธรรมชาติ กลางน้ำที่ทุ่มงบ R&D และเทคโนโลยีการสกัดสารออกฤทธิ์ ไปจนปลายน้ำที่สร้างแบรนด์สุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะทาง เช่น กลุ่ม Healthy Aging ระบบลำไส้และจุลินทรีย์ สุขภาพสมองและจิตใจ หรือโภชนาการเฉพาะบุคคลที่ใช้วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน เปปไทด์ และส่วนผสมเทคโนโลยีใหม่ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บริษัทอาหารไทยที่เคยเป็นแค่ “โรงงานหลังบ้าน” มีโอกาสกลายเป็นเจ้าขององค์ความรู้และนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค
จากสุขภาพคนสู่สุขภาพสัตว์เลี้ยง เมื่อโภชนาการกลายเป็นธุรกิจหลายมิติ
เมื่อตลาดโภชนาการและสุขภาพของมนุษย์เติบโต ผู้เล่นไทยจำนวนหนึ่งเริ่มมองไกลกว่านั้น ไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือ Pet Nutraceuticals ซึ่งกำลังเติบโตตามกระแส Pet Humanization ที่เจ้าของยกระดับสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว และเต็มใจลงทุนในสุขภาพและอาหารไม่ต่างจากคน เทรนด์นี้สะท้อนอย่างหนึ่งว่า เมื่อบริษัทอาหารไทยมีฐานความรู้ด้านโภชนาการและการสกัดสารออกฤทธิ์สูงแล้ว พวกเขาสามารถต่อยอดไปยังตลาดใหม่ได้หลากหลาย ทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงเสริมข้อ เสริมภูมิคุ้มกัน หรือดูแลระบบลำไส้ โดยใช้โครงสร้างธุรกิจและงานวิจัยชุดเดียวกับที่ใช้ในผลิตภัณฑ์คน คำถามสำคัญคือ ใครจะสามารถใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารดั้งเดิม ผสานกับงานวิจัยโภชนาการ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทั้งปลอดภัย มีหลักฐานรองรับ และตอบความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงได้จริง เพราะตลาดใหม่นี้ไม่ได้ขายแค่โภชนาการ แต่ขายความรู้สึกว่ากำลังดูแลคนในครอบครัว
ผู้บริโภคแอคทีฟไลฟ์สไตล์กำลังขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของบริษัทอาหารไทย
แรงขับเคลื่อนทั้งหมดไม่ได้มาจากบริษัทฝั่งเดียว แต่มาจากผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เลือกกินมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น และมองว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตัวเองจะมีสุขภาพดีขึ้นหากลงทุนตั้งแต่วันนี้ การเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพไทยจึงเกิดในช่วงที่ผู้คนสนใจอาหารจากธรรมชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ได้มองสินค้าสุขภาพเป็นของเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกินทุกวัน CPF มองเห็นจุดนี้และจับมือคาแรกเตอร์สายออกกำลังกายอย่าง Butterbear จัดกิจกรรมวิ่ง “หมูหมี Run” เชื่อมแนวคิด Active Lifestyle กับการเลือกอาหาร UFARM ให้กลุ่มแฟนคลับได้ทั้งขยับร่างกายและเรียนรู้เรื่องโภชนาการในกิจกรรมเดียว นี่คือสัญญาณว่าบริษัทอาหารไทยที่ต้องการอยู่รอดในตลาดอาหารสุขภาพไทยไม่สามารถมองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตอีกต่อไป แต่ต้องเป็นผู้สร้างประสบการณ์สุขภาพที่ครบวงจร บทสรุปคือ บริษัทอาหารไทยที่กล้าลงทุนในงานวิจัยโภชนาการ ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และฟังเสียงผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพจริง จะเป็นผู้กุมเกมในยุคที่อาหารไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณภาพและหลักฐานทางวิชาการรองรับ







