ห้างเซ็นทรัล ลักชูรี่กับยุคที่ประสบการณ์สำคัญกว่าสินค้า
ความร่วมมือแบรนด์นานาชาติในธุรกิจค้าปลีกลักชูรี่ หมายถึงกลยุทธ์ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำจับมือกับแบรนด์ต่างประเทศเพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งไฮเอนด์ที่ครบวงจร ตั้งแต่การคัดสรรสินค้า การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงโปรแกรมสะสมคะแนนและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โดยเน้นตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มพรีเมียมที่มองหาทั้งคุณภาพ แรงบันดาลใจ และการแสดงตัวตนผ่านการใช้ชีวิตในโลกแฟชั่นและลักชูรี่
ในสนามค้าปลีกวันนี้ ห้างเซ็นทรัล ลักชูรี่ไม่ได้แข่งด้วยจำนวนแบรนด์อย่างเดียว แต่แข่งด้วย “ความหมาย” ของการมาเดินห้าง การจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่างชาติทำให้ห้างกลายเป็นแพลตฟอร์มประสบการณ์ มากกว่าพื้นที่วางสินค้า การเดินเกมล่าสุดของเครือเซ็นทรัลทั้งใน centralwOrld และ Central Embassy จึงสะท้อนชัดว่า ใครสร้างเหตุผลให้ลูกค้ายอมออกจากหน้าจอมาเดินห้างได้มากกว่า คนนั้นคือผู้ชนะในสมรภูมิลักชูรี่ยุคใหม่

K-Experience ที่ centralwOrld: แบรนด์เกาหลีคือแม่เหล็กดึงเท้าเข้าห้าง
การประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลกับชินเซเก ผ่านงาน “SHINSEGAE Hyperground K-Experience x CENTRAL @ centralwOrld” คือการส่งสัญญาณชัดว่ากลุ่มพรีเมียมกำลังหลงใหลโลก K-Experience มากกว่าสินค้าเดี่ยวๆ งานนี้รวบรวมแบรนด์เกาหลีในกลุ่มแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ ที่ถูกคัดสรรโดยแพลตฟอร์ม SHINSEGAE Hyperground และเปิดตัวในไทยครั้งแรก ณ Event Arena ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 2–31 กรกฎาคม 2569
ประเด็นสำคัญคือ เซ็นทรัลไม่ได้แค่เชิญแบรนด์เกาหลีมาวางขาย แต่ดึง “ระบบนิเวศ” ของแบรนด์เกาหลีเข้ามาเชื่อมกับลูกค้าไทย ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การคิวเรตสินค้า ไปจนถึงการใช้วัฒนธรรม K-fashion และ K-beauty เป็นตัวเล่าเรื่อง SHINSEGAE Hyperground ในฐานะแพลตฟอร์มสนับสนุนแบรนด์ศักยภาพสูงสู่ตลาดโลก ทำให้ห้างกลายเป็นประตูเชื่อมแบรนด์เกาหลีสู่ผู้บริโภคพรีเมียมโดยตรง และวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดหมายของคนที่อยากสัมผัสเทรนด์ใหม่ก่อนใคร

ความร่วมมือแบรนด์นานาชาติ: กลยุทธ์ค้าปลีกที่เล่นเกมยาว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เซ็นทรัลเลือกผูกสัมพันธ์กับชินเซเกในฐานะผู้นำห้างพรีเมียมที่มีประสบการณ์สร้างลักชูรี่เดสติเนชันระดับโลก ทั้ง Shinsegae Gangnam และ Shinsegae Centum City ซึ่งถูกจดสถิติว่าเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความร่วมมือผ่าน SHINSEGAE Hyperground จึงไม่ใช่อีเวนต์ชั่วคราว แต่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว ตั้งแต่การค้นหาแบรนด์ใหม่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต
คำกล่าวของผู้บริหารเซ็นทรัลที่ว่า “หัวใจสำคัญของห้างสรรพสินค้าในวันนี้ไม่ได้มีเพียงการนำเสนอสินค้า แต่คือการค้นหาเทรนด์ แบรนด์ และวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจ” คือคำประกาศทิศทางที่ชัดเจนว่าห้างต้องกลายเป็นคิวเรเตอร์ไลฟ์สไตล์มากกว่าผู้ขายของ โดยเฉพาะเมื่อผู้ช้อประดับพรีเมียมคาดหวังความสดใหม่ ความเอ็กซ์คลูซีฟ และประสบการณ์ที่เล่าเรื่องตัวตนของพวกเขาได้ การเป็นพันธมิตรกับแบรนด์เกาหลีและแบรนด์ต่างประเทศจึงเป็นการลงทุนด้านภาพลักษณ์และความภักดีของลูกค้ามากกว่าการเก็บค่าเช่าพื้นที่

Central Embassy และ SHOP ON POINT: CRM คืออาวุธใหม่ของช้อปปิ้งไฮเอนด์
ขณะที่ centralwOrld ใช้งาน K-Experience เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าห้าง Central Embassy เลือกเสริมเกมด้วยการเปิดตัวโปรแกรม “SHOP ON POINT” ภายใต้คอนเซปต์ “Earn it Big. Burn it Bold.” เพื่อมอบสิทธิพิเศษระดับ The Privilege Beyond Limit ให้ลูกค้ายิ่งช้อปมากยิ่งได้รับคะแนนมาก จุดเปลี่ยนสำคัญคือการขยายสิทธิรับคะแนน The 1 จากเดิมที่จำกัดเฉพาะสมาชิก CENFINITY ไปสู่สมาชิก The 1 ทุกคน ให้สามารถเปลี่ยนยอดช้อปแบรนด์หรูเป็นพอยต์ได้เป็นครั้งแรก
รายละเอียดโปรแกรมก็สะท้อนว่าห้างเข้าใจหัวใจของกลยุทธ์ค้าปลีกแบบ CRM ในกลุ่มลักชูรี่ สมาชิก CENFINITY ได้อัตราพิเศษ ทุกการใช้จ่าย 150 บาท รับ 1 พอยต์ เมื่อช้อปในหมวด Luxury Fashion, Watches & Jewelry และ Lifestyle (ยกเว้นร้านอาหาร) ขณะที่สมาชิก The 1 ทุกการใช้จ่าย 200 บาท รับ 1 พอยต์ เมื่อช้อปในหมวด Luxury Fashion บริเวณชั้น G และชั้น 1 ขยับจากเดิมที่สิทธิ์จำกัดอยู่บนยอดใช้จ่ายของกลุ่มเล็กๆ มาสู่การเปิดกว้างให้ฐานลูกค้าพรีเมียมกว้างขึ้นรู้สึกว่าตัวเอง “มีเอกรสิทธิ์” เหมือนกัน

จากคะแนนสู่ความภักดี: เมื่อทุกพอยต์กลายเป็นแรงจูงใจกลับมาห้าง
กลยุทธ์ SHOP ON POINT ไม่ได้หยุดที่การให้คะแนน แต่ใช้การแลกพอยต์เป็นเครื่องมือดึงการกลับมาช้อปอย่างต่อเนื่อง สมาชิก CENFINITY สามารถใช้ 990 พอยต์ แลกรับ Central Embassy voucher มูลค่า 100 บาท หรือ 9,900 พอยต์ แลกรับ voucher มูลค่า 1,000 บาท และ 99,000 พอยต์ แลกรับ voucher มูลค่า 10,000 บาท ส่วนสมาชิก The 1 ใช้ 1,000 พอยต์ แลก voucher 100 บาท หรือ 10,000 พอยต์ แลก voucher 1,000 บาท
ที่สำคัญ แคมเปญนี้เปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2569 ที่ Central Embassy และเซ็นทรัล ชิดลม ทำให้ห้างมี “เหตุผลเชิงเวลา” ให้ลูกค้ากลับมาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมเข้ากับประสบการณ์ช้อปปิ้งไฮเอนด์และการรวบรวมแบรนด์ลักชูรีระดับโลกไว้ในที่เดียว ห้างจึงไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่กำลังขายวงจรความภักดีที่เริ่มจากคะแนนเล็กๆ แล้วต่อยอดเป็นการกลับมาใช้จ่ายซ้ำอย่างเป็นระบบ นี่คือภาพชัดของห้างที่กำลังแปลงจากพื้นที่ค้าปลีกเป็นแพลตฟอร์มความสัมพันธ์กับลูกค้าพรีเมียม

บทสรุป: ความร่วมมือแบรนด์นานาชาติคือเดิมพันใหญ่ของห้างยุคลักชูรี่ประสบการณ์
เมื่อมองภาพรวม การที่ห้างเซ็นทรัล ลักชูรี่เร่งจับมือกับแบรนด์เกาหลีและเปิดเกม CRM ผ่าน SHOP ON POINT แสดงชัดว่ากลยุทธ์ค้าปลีกกำลังเคลื่อนจาก “ขายของให้ใครก็ได้” ไปสู่ “สร้างความสัมพันธ์ลึกกับคนที่ใช่” K-Experience กับชินเซเกเป็นการดึงแบรนด์เกาหลีและวัฒนธรรมเข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น ขณะที่ Central Embassy ใช้คะแนนและ voucher เป็นภาษาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ช้อประดับพรีเมียม
ข้อสรุปคือ ห้างที่มองเห็นว่าตัวเองคือแพลตฟอร์มระหว่างแบรนด์นานาชาติกับลูกค้าพรีเมียม จะมีโอกาสชนะในยุคที่ผู้บริโภคเลือกประสบการณ์มากกว่าสินค้าเดี่ยวๆ การจับมือกับแบรนด์ต่างประเทศไม่ใช่แค่เกมภาพลักษณ์ แต่คือทุนทางอารมณ์ที่ห้างสร้างกับลูกค้าในระยะยาว และในสมรภูมิที่ทุกคนขายของเหมือนกัน ผู้ที่ผูกเรื่องราว ประสบการณ์ และสิทธิประโยชน์เข้าด้วยกันได้แนบเนียนที่สุด จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งไฮเอนด์โดยไม่ต้องถามทาง






