การนำ AI ไปใช้ ไม่ใช่แค่ติดตั้งเครื่องมือ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ
การนำ AI ไปใช้ คือกระบวนการที่องค์กรและบุคลากรปรับวิธีคิด การทำงาน และการตัดสินใจ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ การจัดการข้อมูล การพัฒนาทักษะคน ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและสังคมได้จริง ไม่หยุดแค่การทดลองหรือใช้เครื่องมือเป็นเพียงรายบุคคล
เวทีสัมมนา “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ที่จัดขึ้นโดย AIS Academy ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” คือหนึ่งในความพยายามตอบคำถามใหญ่ว่าเราจะใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ได้อย่างไร โดยเปิดพื้นที่เชื่อมคนทำงานภาครัฐ ธุรกิจ การศึกษา และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อมองเกินกว่าแฟชั่น AI และหาทางเปลี่ยนเป็นขีดความสามารถใหม่ขององค์กรและสังคม
จุดยืนที่ชัดเจนจากงานนี้คือ การเติบโตขององค์กรยุคใหม่ต้องเดินคู่กับการเติบโตของสังคมและเศรษฐกิจ และการใช้ AI จะไม่มีความหมายเลย หากไม่ได้แปลเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับคนทำงาน ธุรกิจ และชีวิตประจำวันของผู้ใช้

AI พร้อมแต่คนยังไม่พร้อม การอัพสกิลคือการลงทุนที่เลี่ยงไม่ได้
หัวใจข้อแรกของการเปลี่ยนผ่านคือความพร้อมของคน ทักษะ AI สำหรับบุคลากร ไม่ได้หมายถึงการรู้แค่ชื่อเครื่องมือหรือวิธีคลิกใช้งาน แต่คือการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถามที่ถูก การตัดสินใจจากข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีตามที่งานนี้เน้นย้ำอย่างชัดเจน
วันนี้เทคโนโลยีกำลังขยับจากเพียงการเข้าถึง AI หรือ AI Access ไปสู่ความสามารถในการใช้ AI หรือ AI Capability ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Generative AI ก็เดินหน้าสู่พัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึงทิศทาง AGI สิ่งที่น่าคิดคือ ถ้าองค์กรยังมุ่งแต่ติดตั้งระบบ แต่ไม่ลงทุนด้านคน ก็เท่ากับสร้างอาคารหรูที่ไม่มีคนใช้งานได้เต็มศักยภาพ
บนเวทีนี้ มี Speaker ชั้นนำกว่า 30 คน และ Workshop กับ Masterclass กว่า 20 เซสชัน ช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงฟัง แต่ได้ลองใช้ AI กับโจทย์งานจริง ผลคือคนทำงานเริ่มเห็นว่าตัวเองต้องเรียนรู้อะไรต่อ ไม่ใช่หวังพึ่งผู้เชี่ยวชาญภายนอกอย่างเดียว

จากการทดลองรายคน สู่การเปลี่ยนผ่านระดับองค์กรทั้งระบบ
การเปลี่ยนผ่านข้อที่สองคือการยกระดับจากการใช้ AI รายบุคคล สู่การเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร งานนี้ตั้งกรอบชัดว่า การนำ AI ไปใช้ ต้องเริ่มจากโจทย์และผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่เริ่มจากเครื่องมือ จากนั้นจึงค่อยจัดการข้อมูล เตรียมบุคลากร และออกแบบกระบวนการทำงานให้รองรับ AI ในทุกขั้น
มุมมองนี้สำคัญเพราะหลายองค์กรติดกับดัก “โครงการทดลอง” ที่ใช้ AI ในระดับเล็กๆ ไม่ผูกกับเป้าหมายธุรกิจ ผลคือยากจะขยายให้ครอบคลุมทั้งองค์กร กิจกรรมในงาน เช่นเคส AI Ready Business และกรณีศึกษาการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่กล้าเปลี่ยนโครงสร้างงานและกระบวนการ จะเป็นองค์กรที่เก็บเกี่ยวผลลัพธ์จาก AI ได้มากกว่าการทดลองกระจัดกระจาย
สิ่งที่ผู้จัดงานพยายามส่งสารคือ การเปลี่ยนผ่านองค์กรต้องมีทั้งผู้นำที่กล้าตั้งโจทย์ใหม่ ทีมงานที่กล้าปรับวิธีทำงาน และวัฒนธรรมที่ยอมรับการลองผิดลองถูก แค่มี AI อยู่ในองค์กร แต่ไม่มีการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากการเก็บเครื่องมือราคาแพงไว้ในตู้

ระบบนิเวศ AI ไม่ใช่คำหรู แต่คือการเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำ
การเปลี่ยนผ่านข้อที่สามคือการสร้างระบบนิเวศ AI หรือระบบนิเวศ AI ของทั้งสังคม งานนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้ AI ให้เกิดผล ต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำ แล้วเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และประชาชน เพื่อกระจายองค์ความรู้และโอกาสในการใช้ AI อย่างทั่วถึง
การเปิดงานด้วยการแข่งขัน JUMP Thailand Hackathon 2026 ที่คัดเลือก 10 ทีมจากผู้สมัคร 603 ทีม รวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษา แสดงภาพว่าระบบนิเวศ AI เริ่มก่อตัวผ่านการร่วมออกแบบนวัตกรรมกับคนรุ่นใหม่ และไม่จำกัดอยู่แค่บริษัทใหญ่หรือองค์กรด้านเทคโนโลยีเท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานทั่วไปยังเข้าได้ฟรีตลอดสองวัน และสามารถทดลองเทคโนโลยีแบบ AI Interactive Experience พร้อม Workshop ที่ทำให้ผู้ใช้เห็นภาพว่าความรู้ AI ไม่ควรถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องไหลเวียนสู่ผู้ใช้ตัวจริง เพื่อแปลงเป็น Use Case ในงาน ธุรกิจ และชีวิตประจำวัน

บทสรุป: AI จะเป็นโอกาสหรือภาระ ขึ้นกับความกล้าเปลี่ยนผ่านของเรา
เมื่อดูภาพรวมของเวทีนี้ สิ่งที่ชัดเจนคือ AIS Academy ไม่ได้มอง AI เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นแรงขับสำคัญที่ต้องแปลงเป็นความสามารถใหม่ของคนและองค์กร บทเรียนจากงานนี้คือ การนำ AI ไปใช้ให้เห็นผลจริงต้องอาศัยสามการเปลี่ยนผ่านที่เดินคู่กัน ทั้งการเตรียมคน การยกระดับองค์กร และการสร้างระบบนิเวศ AI ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกัน
สำหรับองค์กรที่ยังลังเลกับ AI คำถามไม่ใช่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ แต่คือจะยอมปล่อยให้ AI กลายเป็นภาระเพิ่มงาน หรือจะลุกขึ้นออกแบบการเปลี่ยนผ่านให้ AI กลายเป็นพลังที่สร้างผลลัพธ์ใหม่ ถ้าเรายังมอง AI แค่ในระดับเครื่องมือ ก็จะพลาดโอกาสในการออกแบบอนาคตของงานและชีวิตด้วยตัวเอง







