การเรียนรู้แบบแอคทีฟคืออะไร และทำไมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน
การเรียนรู้แบบแอคทีฟ คือแนวทางจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมคิด ลงมือทำ และสะท้อนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการคิดเชิงวิจารณ์ การตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง เพื่อให้เด็กไม่เพียงจำเนื้อหา แต่เข้าใจกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น มีภูมิคุ้มกันชีวิตทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการใช้ข้อมูลจากโลกออนไลน์ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเข้าหาตัวเด็กอย่างรวดเร็ว ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเรียนรู้แบบแอคทีฟกำลังกลายเป็นวาระใหญ่ของการศึกษา เมื่อสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการลงนาม MOU ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและภาวะผู้นำของผู้บริหาร พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบแอคทีฟผ่านกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียน นี่ไม่ใช่การปรับวิธีสอนเล็กน้อย แต่คือการตั้งคำถามใหม่ต่อเป้าหมายของห้องเรียนสมัยใหม่ ว่าเราต้องการเด็กที่จำเก่ง หรือเด็กที่คิดเป็นและใช้ชีวิตเป็น

MOU ระหว่างสององค์กรการศึกษา: จุดเปลี่ยนจากนโยบายสู่ห้องเรียนจริง
จุดแข็งของกระแสการเรียนรู้แบบแอคทีฟรอบนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์สวยหรู แต่อยู่ที่โครงสร้างความร่วมมือที่ตั้งใจจะลงไปถึงครูและเด็กในห้องเรียนจริง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่โรงเรียนราชวินิต เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการ พัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร และขับเคลื่อน Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียน นโยบายระดับกระทรวงที่ผลักแนวคิด All for Education เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา จึงถูกเชื่อมต่อกับกลไกภาคสนามผ่านสมาคมผู้บริหารและสถาบันด้านคุณภาพวิชาการ โดยเป้าหมายหลักคือทำให้องค์ความรู้และนวัตกรรมไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ถูกส่งต่อเป็นระบบไปถึงครูและนักเรียนตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน ไปจนถึงการจัดการเรียนรู้แบบแอคทีฟในห้องเรียน ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตั้งใจให้เกิดจริง ไม่ใช่เพียงโครงการทดลองบนกระดาษ

จาก “ลงมือทำ” สู่ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” และการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต
กระแสการเรียนรู้แบบแอคทีฟที่ผ่านมาในหลายที่ มักถูกตีความเหลือแค่ให้เด็กทำกิจกรรม แต่ความร่วมมือครั้งนี้ชัดเจนว่าหัวใจไม่ใช่การเคลื่อนไหวร่างกาย แต่คือการเคลื่อนไหวกระบวนการคิด เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานย้ำว่า Active Learning ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล มองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด Think Twice หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ เพื่อลดปัญหาความรุนแรงและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก GPAS 5 Steps ถูกใช้เป็นกรอบฝึกกระบวนการคิด ตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไปจนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม หากมองให้ลึก นี่คือการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตทางความคิด ทำให้เด็กไม่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ แต่คิดและตัดสินใจด้วยเหตุผลเมื่อเจอแรงกระแทกจากโลกออนไลน์หรือความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน

บทบาทใหม่ของครู–ผู้บริหาร และเป้าหมายห้องเรียนสมัยใหม่
เมื่อการเรียนรู้แบบแอคทีฟถูกยกขึ้นมาเป็นกรอบหลัก ครูและผู้บริหารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้บอกความรู้” มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ดร ปรพล แก้วชาติเน้นว่า หากครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่ด้วยการท่องจำ นี่คือหัวใจของห้องเรียนสมัยใหม่ ที่เน้นการคิดเชิงวิจารณ์และการแก้ปัญหาเป็นมากกว่าการแข่งกันจำเนื้อหา เครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ที่มีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียนตั้งเป้าขยายแนวทางนี้ไปยังโรงเรียนทุกขนาด โดยยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและปรับให้สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ ผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดจริงได้ต่อเมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ครูเข้าใจกระบวนการ และเด็กได้รับการฝึกคิดอย่างต่อเนื่อง จึงจะเกิดห้องเรียนคุณภาพที่ประเมินเด็กจากความสามารถในการคิดและการสร้างองค์ความรู้ ไม่ใช่เพียงคะแนนสอบและความจำ

จากห้องเรียนสู่การสร้างนวัตกรรมและอนาคตของเด็ก
มิติที่น่าสนใจที่สุดของกระแส Active Learning ครั้งนี้ คือการเชื่อมจากการคิดเชิงวิจารณ์ในห้องเรียนไปสู่การสร้างนวัตกรรมและภูมิคุ้มกันชีวิตระยะยาว เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเสนอว่า หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละหนึ่งผลงาน จะเกิดนวัตกรรมกว่า 24,000 ชิ้น และถ้าเป็นรายบุคคลจะสร้างนวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านชิ้น ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมได้มหาศาล นี่คือคำประกาศที่ชัดว่า การเรียนรู้แบบแอคทีฟไม่ได้มุ่งให้เด็กสอบได้ แต่ให้เด็กใช้ความคิดสร้างผลงานจริง ดร ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์มองว่าการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงคือการสร้างความแข็งแกร่งภายในให้เด็ก เพื่อรับมือข้อมูล กระแสสังคม สิ่งยั่วยุ ความกดดัน และความผิดหวังที่เข้าถึงตัวได้รวดเร็ว เมื่อโลกไม่ขาดข้อมูล เด็กจึงต้องมีภูมิคุ้มกันทางความคิด ผู้เขียนเห็นด้วยว่าหาก Active Learning ถูกทำให้เป็นวัฒนธรรมในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เราอาจได้เห็นเด็กยุคใหม่ที่ไม่เพียงเรียนดี แต่ใช้ชีวิตเป็น คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนทำ และตัดสินใจด้วยเหตุผล แม้ต้องเผชิญโลกที่ผันผวน







