IFA Berlin กลายเป็นเวทีใหม่ของแบรนด์เอเชียสายสมาร์ตโฮม
งาน IFA Berlin คือมหกรรมเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และนวัตกรรมดิจิทัลจากทั่วโลก โดยเฉพาะอีโคซิสเต็มสมาร์ตโฮมและไอโอที ที่ใช้เชื่อมโยงชีวิต ความบันเทิง และการเดินทางให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์และซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อในทุกพื้นที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนยุคดิจิทัล
ในปีนี้จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่คือการประกาศตัวของแบรนด์เอเชียที่เดินเกมเชิงรุกบนเวทียุโรป เสียวหมี่เปิดบูธต่างประเทศขนาดกว่า 3,300 ตารางเมตรซึ่งเป็นบูธเดี่ยวในต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์เพื่อเข้าร่วมงาน IFA 2026 เป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน Hatari Electric ก็เลือกใช้ IFA Berlin เป็นเวทีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดยุโรปครั้งแรก ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนภาพเดียวกัน นั่นคือแบรนด์จากเอเชียไม่ยอมจำกัดตัวเองอยู่ในตลาดเดิม แต่พร้อมขึ้นเวทีเดียวกับผู้เล่นยุโรปและเกาหลีที่ครองอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ามานาน
เสียวหมี่ใช้ Human × Car × Home ประกาศยุทธศาสตร์อีโคซิสเต็มระดับโลก
การเข้าร่วมงานของเสียวหมี่ไม่ได้มาแบบลองเชิง แต่มาในระดับเต็มกำลัง ด้วยการรวบรวมผลิตภัณฑ์มากกว่า 380 รายการขึ้นจัดแสดงภายในบูธเดี่ยวขนาด 3,300 ตารางเมตร เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของระบบนิเวศอัจฉริยะ Human × Car × Home อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ส่วนบุคคล บ้าน และการเดินทาง แนวคิดนี้ชัดเจนว่าเสียวหมี่กำลังพยายามยึดพื้นที่ในชีวิตผู้ใช้ทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ตื่นเช้า ปิดไฟบ้าน ไปจนถึงขึ้นรถออกเดินทาง
นิทรรศการถูกแบ่งเป็นสามโซน AI Tomorrow AI Today และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Human × Car × Home เพื่อเล่าเรื่องอนาคตและปัจจุบันของการใช้ AI ในชีวิตมนุษย์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีทั้ง Xiaomi Vision Gran Turismo และ Xiaomi SU7 Max เป็นตัวแทนฝั่งการเดินทางอัจฉริยะ ขณะที่ด้านในบ้านก็จำลองห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และห้องทำงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์ และสมาร์ตโฮมสามารถทำงานร่วมกันผ่าน AI และ HyperOS ได้อย่างไร นี่คือคำประกาศในรูปแบบนิทรรศการว่าเสียวหมี่ไม่ใช่แค่แบรนด์มือถือ แต่กำลังสร้างแพลตฟอร์มชีวิตดิจิทัลครบวงจร
มุมมองยุโรปในกลยุทธ์ของเสียวหมี่บนเวที IFA
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เสียวหมี่ไม่ได้มอง IFA แค่เวทีโชว์ของ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการขยายอีโคซิสเต็มไปสู่ยุโรป ผู้บริหารฝ่ายการตลาดระบุชัดว่า ยุโรปคือหนึ่งในตลาดหลักของกลยุทธ์ระดับโลก โดยมีการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ Mijia ในภูมิภาคนี้ควบคู่กับแผนที่ Xiaomi Auto คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดยุโรปในปี 2027 ซึ่งจะทำให้องค์ประกอบทั้งสามของ Human × Car × Home คือ อุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์อัจฉริยะ และสมาร์ตโฮม เริ่มผสานการทำงานร่วมกันในภูมิภาคนี้
สิ่งที่เสียวหมี่สื่อคือการขยับจากการขายอุปกรณ์เดี่ยว ไปสู่การขายประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่มีสินค้าสมาร์ตโฮมให้เลือกมากขึ้น แต่คือการนำเทคโนโลยี AI ระบบปฏิบัติการ และความสามารถด้านการผลิตอัจฉริยะที่เคยลงทุนต่อเนื่องมาสร้างความแตกต่างในระดับอีโคซิสเต็ม ผู้ชมยุโรปจึงไม่ได้เห็นเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ถูกเชิญให้ลองคิดว่าในอนาคต ชีวิตบนถนน ในบ้าน และบนอุปกรณ์พกพาอาจถูกควบคุมด้วยชุดเทคโนโลยีเดียวกันของแบรนด์เดียว
Hatari ยกจุดแข็งระบบหมุนเวียนอากาศขึ้นเวทียุโรป
ในอีกมุมหนึ่ง Hatari Electric เลือกเดินเกมต่างไปจากเสียวหมี่ แต่เป้าหมายคล้ายกันคือการหยั่งรากในตลาดยุโรป ด้วยการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน IFA Berlin ระหว่างวันที่ 5–7 กันยายน เป็นครั้งแรก และถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในตลาดยุโรปอย่างเป็นทางการ จุดยืนของ Hatari คือการนำความเชี่ยวชาญด้านระบบหมุนเวียนอากาศที่สั่งสมมากว่า 35 ปีมาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์พัดลมที่เน้นประสิทธิภาพการกระจายลม การออกแบบที่ใช้งานได้จริง และการสร้างบรรยากาศสบายในพื้นที่อยู่อาศัย
แนวคิด Powered by Wind Designed for Life สะท้อนว่า Hatari มองพัดลมไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตในบ้าน งาน IFA จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคใหม่ พบปะพันธมิตรทางธุรกิจ และสำรวจโอกาสตลาด เพื่อใช้ข้อมูลกลับไปพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ธุรกิจในระยะต่อไป ในภาพใหญ่ Hatari กำลังส่งสัญญาณว่าพร้อมยกระดับจากแบรนด์ท้องตลาดไปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกบนชั้นวางสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าของยุโรป

สัญญาณจาก IFA เมื่อแบรนด์เอเชียไม่อยากเป็นแค่ผู้ตาม
เมื่อมองภาพรวม เสียวหมี่และ Hatari กำลังเล่าเรื่องเดียวกันผ่านคนละภาษา เทคโนโลยีขั้นสูงของ Human × Car × Home บอกให้โลกเห็นว่าแบรนด์เอเชียพร้อมสร้างอีโคซิสเต็มสมาร์ตโฮมที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงอุปกรณ์ส่วนบุคคล รถยนต์อัจฉริยะ และบ้านอัจฉริยะเข้าด้วยกันผ่าน AI และระบบปฏิบัติการของตัวเอง ในขณะที่ Hatari ใช้จุดแข็งด้านความสบายและการหมุนเวียนอากาศเป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดเดียวกัน
สิ่งที่ยุโรปเห็นจากงานนี้จึงไม่ใช่แค่สินค้าจากเอเชีย แต่คือการประกาศว่าผู้เล่นใหม่เหล่านี้ต้องการมีบทบาทกำหนดมาตรฐานการใช้ชีวิตอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์จากผู้เล่นเดิม การแข่งขันบนเวที IFA ต่อจากนี้จึงน่าจะขยับจากการแข่งสเปกหรือดีไซน์ ไปสู่การแข่งในระดับประสบการณ์และระบบนิเวศ ใครเชื่อมโยงชีวิตผู้บริโภคได้แนบเนียนกว่า มีโอกาสกลายเป็นแบรนด์หลักในบ้านผู้คนทั่วโลกไม่ว่าจะถือกำเนิดจากภูมิภาคใด






