ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

10 เทรนด์ AI ที่กำลังเขย่ายุทธศาสตร์องค์กรและโลกไซเบอร์

10 เทรนด์ AI ที่กำลังเขย่ายุทธศาสตร์องค์กรและโลกไซเบอร์
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

Agentic AI คืออะไร และทำไมผู้นำองค์กรต้องสนใจตอนนี้

Agentic AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ทำงานเป็นเอเจนต์อิสระที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการแทนมนุษย์ในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล ตรวจสอบสิทธิ์ ไปจนถึงส่งคำขอหรือทำธุรกรรมในระบบดิจิทัล โดยเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างอัตโนมัติ ทำให้รูปแบบการใช้เทคโนโลยีในองค์กรและภาครัฐเปลี่ยนจากโมเดลที่มนุษย์ควบคุมทุกขั้นตอน ไปสู่โมเดลที่ระบบอัตโนมัติรับบททำงานส่วนใหญ่แทนมนุษย์ ข้อเท็จจริงที่ผู้นำธุรกิจเลี่ยงไม่ได้คือ การคาดการณ์เชิงกลยุทธ์ล่าสุดแบ่งภาพอนาคต AI ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ Robots Everywhere Cost to Value และ Unknown Unknowns เพื่อสะท้อนว่า AI จะเข้าไปอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ พลังงานไปจนถึงแรงงาน หากยังคิดว่า AI เป็นแค่เครื่องมือเสริมประสิทธิภาพ ก็เท่ากับมองไม่เห็นการเปลี่ยนขั้วเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังมาถึง ดาริล พลัมเมอร์ชี้ชัดว่าระบบบริการสาธารณะ ซอฟต์แวร์ โมเดลพลังงาน และแรงงานจำนวนมากจะถูก AI เปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้า

10 เทรนด์ AI ที่กำลังเขย่ายุทธศาสตร์องค์กรและโลกไซเบอร์

Agentic AI ธุรกิจ กับแรงกระเพื่อมต่อบริการรัฐและโมเดลการดำเนินงาน

หัวใจของ Agentic AI ธุรกิจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือผลกระทบต่อกระบวนการและความรับผิดชอบ เมื่อ Autonomous Agent สามารถค้นหาโอกาส ตรวจสอบสิทธิ์ และยื่นคำร้องแทนผู้ใช้ได้โดยพึ่งพามนุษย์น้อยลง การ์ทเนอร์คาดว่าภายในสิ้นปี 2573 เราจะมีเอเจนต์อิสระมากกว่า 1 หมื่นล้านตัวที่สร้างโดยบุคคล บริษัท และภาครัฐ ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้บริการสาธารณะอย่างสิ้นเชิง จำนวนใบสมัครและคำร้องพุ่งขึ้นหมายถึงงานเอกสารและภาระตรวจสอบที่หน่วยงานรัฐต้องแบกเพิ่มแบบทวีคูณ นี่คือด้านที่หลายองค์กรยังมองข้าม Agentic AI ไม่ใช่แค่เพิ่มความสะดวก แต่ผลักภาครัฐเข้าสู่ยุคที่ต้องบริหารความเชื่อมั่น การระบุตัวตน และความรับผิดชอบของระบบอัตโนมัติ จะปล่อยให้เอเจนต์วิ่งเข้าออกระบบโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการยืนยันตัวตนที่แข็งแรงไม่ได้อีกต่อไป ผมเห็นด้วยกับคำแนะนำที่ให้ภาครัฐเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบยืนยันตัวตนเพื่อรองรับการมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ที่เพิ่มขึ้น เพราะถ้าไม่เตรียมตอนนี้ การล้มเหลวจะไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่จากการจัดการภาครัฐที่ตามไม่ทัน

10 เทรนด์ AI ที่กำลังเขย่ายุทธศาสตร์องค์กรและโลกไซเบอร์

Physical AI ขยาย AI จากหน้าจอสู่หน้างาน และเขย่าต้นทุนพลังงานองค์กร

ภาพ AI เปลี่ยนจากซอฟต์แวร์ในหน้าจอไปสู่แขนกล โดรน และยานยนต์ไร้คนขับกำลังกลายเป็นความจริงทางธุรกิจ การคาดการณ์ระบุว่าในปี 2573 แรงงานด่านหน้ามากถึง 80% ในบริษัทข้ามชาติจะได้รับการช่วยเหลือจากระบบ Physical AI ตั้งแต่หุ่นยนต์ตรวจสอบความปลอดภัย ไปจนถึงระบบกายภาพที่รับรู้และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นี่ไม่ใช่การแทนที่คนแบบตรงไปตรงมา แต่คือการเปลี่ยนบทบาทคนจากการทำงานซ้ำซ้อน หรืออันตราย ไปสู่การควบคุมและใช้ข้อมูลเชิงลึกจากระบบอัตโนมัติ ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงคือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน AI กินพลังงานและศูนย์ข้อมูลในระดับที่บีบให้บริษัทใหญ่ต้องมองพลังงานเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ การ์ทเนอร์คาดว่าพลังงานมูลค่าสูงที่ถือครองโดยองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จะทำให้บริษัทในกลุ่ม Global 2000 จำนวนมากกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าโดยไม่คาดคิด นั่นหมายถึงการที่ฝ่ายเทคโนโลยีต้องคุยกับฝ่ายพลังงานมากขึ้น และผู้บริหารต้องมีความสามารถจัดการการผลิต การกักเก็บ และการใช้พลังงานผ่านแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ ไม่เช่นนั้นต้นทุน AI จะกลายเป็นหลุมดำขององค์กร

AI ความเสี่ยงไซเบอร์ และยุทธศาสตร์ AI องค์กรฉบับป้องกันทั้งเงินและชื่อเสียง

การเอา AI เข้าไปฝังในทุกกระบวนการไม่ได้มีแค่ด้านดี โลกไซเบอร์กำลังเผชิญภัยรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาโจมตีผ่านต้นทุน AI โดยตรง การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2573 องค์กรที่มีการใช้งาน AI เชื่อมต่อกับบริการสาธารณะราว 80% จะเผชิญ Cost Exhaustion Attack การโจมตีที่ผู้ประสงค์ร้ายจงใจเร่งการใช้งาน AI เพื่อทำให้ทรัพยากรและต้นทุนสูญสิ้นจากการใช้งานที่สูงเกินจริง นี่เป็นจุดบอดของหลายบริษัทที่วัดความปลอดภัยไซเบอร์ด้วยไฟร์วอลล์และการเข้ารหัส แต่กลับไม่เคยมองปริมาณการใช้ Token เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยง ผมเห็นว่า ยุทธศาสตร์ AI องค์กรที่ดีต้องมอง AI เป็นทั้งสินทรัพย์และหนี้สินในเวลาเดียวกัน การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรกำหนดต้นทุน Token ของ AI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และเชื่อมการใช้ Token เข้าเป็นตัวชี้วัดทางธุรกิจ พร้อมโควตาและกลไกกำกับดูแล สิ่งนี้บังคับให้ฝ่ายเทคโนโลยีคุยกับฝ่ายการเงินและความเสี่ยงอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้โปรเจกต์ AI ขยายตัวโดยไม่มีเพดานต้นทุนหรือกรอบความรับผิดชอบ

จากทำนายสู่การลงมือ: ผู้นำเทคโนโลยีและรัฐควรขยับอย่างไร

สารที่ชัดจากภาพเทรนด์ AI ชุดนี้คือ ผู้นำด้านเทคโนโลยีและธุรกิจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องประเมินผลกระทบของการคาดการณ์ต่อการปรับกลยุทธ์และการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โลกที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI และ Physical AI ต้องการองค์กรที่รักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบ มีขีดความสามารถรองรับโอกาสใหม่และผลกระทบที่คาดไม่ถึง ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลงทุนใน AI แต่ต้องสร้างทีมงาน ข้อมูล และกรอบกำกับดูแลที่รองรับการทดลองในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมตรวจสอบได้ สำหรับภาครัฐ แรงกดดันจากเอเจนต์อิสระที่ใช้บริการสาธารณะมากขึ้นหมายถึงการต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถโต้ตอบกับระบบ AI อย่างปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ ในมุมมองของผม องค์กรที่จะอยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่องค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุด แต่คือองค์กรที่กล้าตั้งคำถามกับความเสี่ยง ตั้งเพดานต้นทุน และออกแบบกระบวนการให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ นี่คือเวลาที่ต้องวางยุทธศาสตร์ AI องค์กรใหม่ทั้งกระดาน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!