จากสกินเฮดถึงสตูดิโอ: ยีนส์ของนักดนตรีคือภาษาแฟชั่นใหม่

จากสกินเฮดถึงสตูดิโอ: ยีนส์ของนักดนตรีคือภาษาแฟชั่นใหม่
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

ยีนส์ส่วนตัวคือเสียงอีกชั้นหนึ่งของนักดนตรี

ยีนส์ส่วนตัวของนักดนตรีสไตล์แฟชั่นคือการใช้เดนิมและเสื้อผ้าลำลองเป็นภาษาทัศนศิลป์ ที่ขยายตัวตนทางดนตรี ความเชื่อ และประวัติชีวิตให้คนอ่านออกได้แม้ไม่ต้องฟังเสียงเพลง โดยอาศัยรายละเอียดอย่างทรงกางเกง การฟอกสี แอคเซสซอรี่อัตลักษณ์ และท่าทีในการแต่งตัวเป็นคลื่นเสียงอีกชั้นหนึ่งที่เล่าเรื่องศิลปินอย่างตรงไปตรงมา.

หัวใจจึงไม่ใช่แค่ “ใส่อะไรแล้วดูเท่” แต่คือการถามว่า “เสื้อผ้าชุดนี้เล่าอะไรเกี่ยวกับฉัน” นักดนตรีจำนวนมากกำลังใช้อินเทอร์เน็ต ทัวร์คอนเสิร์ต และมิวสิกวิดีโอเป็นพื้นที่ทดลองสไตล์ศิลปินของตัวเอง เดนิมกลายเป็นฐานประชาธิปไตยที่ทุกคนเริ่มต้นได้ใกล้เคียงกัน แต่ต่อยอดต่างกันสุดขั้ว ท่ามกลางกระแสแฟชั่นที่หมุนเร็ว ยีนส์และเสื้อผ้าลำลองแบบที่สวมขึ้นเวทีแล้วลงสตูดิโอได้ในชุดเดียว กำลังกลายเป็นคำตอบที่ทั้งซื่อสัตย์และประหยัดพลังสร้างสรรค์มากกว่าเสื้อผ้าคอนเซปต์จัดเต็ม

Julian Cashwan Pratt: ฮาร์ดคอร์ นิวยอร์ก และสายตาที่แต่งเสียงได้

Julian Cashwan Pratt เติบโตในย่าน Hell’s Kitchen และ Upper West Side ท่ามกลางซีนฮาร์ดคอร์ตั้งแต่วัยเด็ก ประสบการณ์นั้นหล่อเลี้ยงทั้งเสียงและสไตล์ของเขาในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งและนักร้องนำของ Show Me the Body วงฮาร์ดคอร์ที่ใช้เสียงแบนโจไฟฟ้าแบบ DIY สร้างซาวด์ไม่เหมือนใคร หลังออกอัลบั้มที่สี่ Alone Together และเตรียมทัวร์สหรัฐ เขาถูกชวนให้เล่าเรื่องตู้เสื้อผ้าจริงในชีวิตประจำวัน.

สไตล์ของ Julian ยืนอยู่บนการผสมผสานระหว่างพลังฮาร์ดคอร์ ทรงวินเทจยุค 70s และความรู้สึกดิบแบบเวิร์กแวร์ กางเกงเขามักเป็นไอเท็มวินเทจ อย่างกางเกงทหาร M-65 ลายพรางปี 1989 ที่ให้ทั้งเรื่องราวและโครงสร้างการเคลื่อนไหว เหมือนเขียนริธึมเพลงก่อนแล้วค่อยวางเครื่องดนตรีอื่นลงไป เขาเล่นกีตาร์ กลอง เบส และแม้แต่เปียโนที่เขายอมรับว่าเล่นได้ไม่ดีนัก จุดอ่อนนั้นยิ่งทำให้เห็นว่า ความเก่งของเขาอยู่ที่การมอง “เครื่องดนตรีเป็นร่างกาย” ไม่ใช่แค่ทักษะเฉพาะทางเดียว

แว่นตา รองเท้า และรายละเอียดเล็กๆ ที่ดังเท่าเสียงเพลง

นักดนตรีสไตล์แฟชั่นยุคนี้ไม่ได้เลือกแอคเซสซอรี่อัตลักษณ์แบบสุ่ม แต่คัดเหมือนกำลังมิกซ์เสียงเพลง ไล่ตั้งแต่แว่นตา สร้อยคอ ไปจนถึงรองเท้า Julian ถึงขั้นถูกถามเฉพาะว่าไปซื้อแว่นตาที่ไหน เพราะกรอบแว่นของเขาเป็นเหมือนซิกเนเจอร์อีกชิ้นที่เปลี่ยนใบหน้าและท่าทีของเขาในทันที.

ในอีกฟากหนึ่ง Malcolm Todd พูดโต้งๆ ว่า “แอ็กเซสซอรี่กวน ๆ ชิ้นเล็ก ๆ อย่างสร้อยคอหรือแว่นตาตลก ๆ ช่วยยกระดับลุคได้มาก” เขาใช้ความ “สุ่มเล็กน้อย” เป็นเครื่องมือสร้างความสดใหม่ เวลาใส่กางเกงขาสั้นตัวใหญ่กับเสื้อท่อนบนแนวบิซิเนสแคชวล ผลคือภาพลักษณ์ที่ไม่เข้าพวกแต่ลงล็อกแบบนักดนตรี ความตั้งใจอยู่ในดีเทลที่หลายคนมองว่าเล็กน้อย ทว่าสำหรับศิลปิน มันคือสวิตช์ที่เปลี่ยนโหมดตัวตนระหว่างวันธรรมดา สตูดิโอ และบนเวทีได้อย่างทันที

จากสกินเฮดถึงสตูดิโอ: ยีนส์ของนักดนตรีคือภาษาแฟชั่นใหม่

Malcolm Todd และ “Denim on your own”: เดนิมในฐานะสนามทดลองตัวตน

Malcolm Todd คือภาพแทนที่ชัดเจนของเดนิมในฐานะสนามทดลองตัวตน เขาอธิบายแนวคิดตู้เสื้อผ้าว่า “ถ้าทุกชิ้นมันคิวต์ ผมก็แต่งตัวได้แม้หลับตาอยู่” แนวคิดนี้ทำให้เขากล้าขึ้นเวทีในลุคที่หลายคนไม่กล้าลอง ตั้งแต่เสื้อกล้ามเทา กิ๊บสีสด ไปจนถึงการขึ้นโชว์ในรายการทอล์กโชว์ชื่อดังแบบเปลือยท่อนบน ใส่แค่บ็อกเซอร์ กางเกงยีนส์เดนิมเข้ม และรองเท้าแตะ.

เขาเชื่อในทรงคลาสสิกอย่างเชิ้ตทรงหลวม แว่นกรอบหนา และเดนิมคุณภาพดี สร้างสไตล์ศิลปินที่ดูกึ่งอเมริกานาแต่ไม่เชย. ความรักเดนิมทำให้เขากลายเป็นดาวเด่นในแคมเปญ “Denim on your own” ที่ชวนเขาและนักแสดงอย่าง Inde Navarrette มาตีความเพลง “Dancing On My Own” ใหม่ในรูปแบบมิวสิกวิดีโอ. ก่อนออกทัวร์เฮดไลน์ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาพูดถึงเดนิมที่ดีว่า “ต้องเป็นการฟอกสีที่เชื่อมถึงจิตวิญญาณคุณ และทรงที่เชื่อมถึงเรียวขาของคุณ” นี่คือคำนิยามเดนิมที่ไม่พูดเรื่องราคาเลย แต่พูดถึงการเชื่อมต่อระหว่างผ้าและตัวตน

จากสกินเฮดถึงสตูดิโอ: ยีนส์ของนักดนตรีคือภาษาแฟชั่นใหม่

เดนิมในฐานะแฟชั่นประชาธิปไตย และบทเรียนสำหรับคนรักสไตล์

เมื่อมองคู่ขนาน Julian กับ Malcolm จะเห็นว่าเดนิมคือแฟชั่นพื้นฐานที่ไม่แบ่งชนชั้น แต่เปิดให้แต่ละคนบันทึกประวัติชีวิตลงไปต่างกัน Julian ใช้กางเกงวินเทจทหารปี 1989 และเสื้อเวิร์กแวร์เป็นเกราะสะท้อนซีนฮาร์ดคอร์และความดิบของนิวยอร์กในตัวเขา ขณะที่ Malcolm ใช้ยีนส์ทรงคลาสสิกกับรองเท้าแตะเพื่อทำลายกฎ “แต่งตัวสุภาพต้องปิดนิ้วเท้า” แล้วแทนที่ด้วยไอเดีย “ขอให้เท้าได้หายใจ”.

แคมเปญ “Denim on your own” ที่เลือกนักดนตรีรุ่นใหม่อย่าง Malcolm ก่อนออกทัวร์ใหญ่ มุ่งให้พวกเขาเล่าเรื่องยีนส์ส่วนตัวผ่านเพลงและลุค ไม่ใช่ผ่านสโลแกนโฆษณา. สำหรับคนที่กำลังหาสไตล์ตัวเอง บทเรียนสำคัญคือ: เริ่มจากเดนิมเรียบๆ ที่เข้ากับหุ่นและชีวิตประจำวัน แล้วค่อยเติมแอคเซสซอรี่อัตลักษณ์ตามความรู้สึก มากกว่าตามเทรนด์ หากนักดนตรีที่เล่นกลอง เขียนเพลง หรือแม้แต่เล่นเปียโนได้ไม่ดีนักยังใช้ยีนส์เป็นภาษาที่ชัดเจนได้ คนทั่วไปก็ใช้เดนิมเล่าเรื่องตัวเองได้ไม่แพ้กัน เพียงแค่กล้าให้เสื้อผ้าพูดแทนเรา.

จากสกินเฮดถึงสตูดิโอ: ยีนส์ของนักดนตรีคือภาษาแฟชั่นใหม่

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!