โรคพยาธิใบไม้ตับ มะเร็งท่อน้ำดี และคำตอบใหม่ที่เริ่มต้นในชุมชน
โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีคือปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการกินปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก ส่งผลให้พยาธิฝังตัวในตับและท่อน้ำดีสะสมเป็นเวลานาน จนกลายเป็นโรครุนแรงที่คร่าชีวิตคนจำนวนมาก แต่การจัดการปัญหานี้กำลังเปลี่ยนทิศจากการรักษาที่โรงพยาบาลไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรมในระดับชุมชน ผ่านการจัดการสุขภาพตำบลและการใช้พลังของคนในพื้นที่เพื่อลดการติดเชื้อเสียแต่ต้นทาง
ทิศทางใหม่นี้ชัดเจนขึ้นเมื่ออธิบดีกรมควบคุมโรคประกาศกรอบยุทธศาสตร์ปีงบประมาณ 2570 ภายใต้แนวคิด “4 ประเด็นหลัก 9 ประเด็นสนับสนุน” เพื่อยกระดับการป้องกันและควบคุมโรคเชิงรุก ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน และพัฒนาระบบบริการควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการยกระดับการป้องกันและควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ 30 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง โดยตั้งเป้าลดอัตราการติดเชื้อเหลือไม่เกินร้อยละ 1 นี่ไม่ใช่แค่แผนงานเชิงเอกสาร แต่คือการปรับมุมมองว่าการป้องกันโรคต้องเริ่มที่จานข้าวของคนในหมู่บ้าน
จากโรงพยาบาลสู่ตำบลจัดการสุขภาพ: เปลี่ยนสนามรบของโรคเรื้อรัง
หัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่คือการย้ายจุดเน้นจากการรักษาในโรงพยาบาลไปสู่การป้องกันในระดับตำบล ผ่านแนวคิด “ตำบลจัดการสุขภาพปลอดภัยจากโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี” ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเดินหน้าขับเคลื่อนครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 30 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพชรบูรณ์และสระบุรี ความสำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่คนในพื้นที่มีบทบาทเจ้าของปัญหาและเจ้าของทางออกอย่างแท้จริง
แนวทางนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของการป้องกันโรค ที่ไม่รอให้ผู้ป่วยเดินเข้าระบบ แต่ใช้การคัดกรองเชิงรุกและการปรับพฤติกรรมเป็นเครื่องมือ เช่นเดียวกับการดำเนินการคัดกรองวัณโรคในผู้ต้องขังแรกรับร้อยละ 100 และผู้ต้องขังรายเก่าร้อยละ 90 ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าระบบสาธารณสุขกำลังขยับสู่รูปแบบที่เข้าไปถึงประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่จริง ไม่ปล่อยให้โรคเรื้อรังเดินหน้าเงียบๆ จนสายเกินแก้
เลิกกินปลาดิบ: เมื่อการป้องกันโรคเริ่มจากการเปลี่ยนค่านิยม
การจะลดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีให้ได้จริง ต้องกล้าชนกับรากเหง้าปัญหา นั่นคือค่านิยมการกินปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุกในหลายชุมชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุชัดว่าโรคทั้งสองเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคแบบดังกล่าว และได้กำหนดยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ตั้งเป้าลดอัตราความชุกของโรคให้เหลือไม่เกินร้อยละ 1 และลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีลง 2 ใน 3 ภายในปี 2578
การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้กำหนดนโยบายจึงเน้นการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่นำไปใช้ได้จริง ผนวกกับการออกแบบกลไกให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม นี่คือจุดที่การรณรงค์เลิกกินปลาดิบต้องก้าวข้ามคำว่า “รู้ว่าไม่ดีแต่ยังทำ” ไปสู่การเปลี่ยนค่านิยมว่าอาหารอร่อยต้องไม่แลกกับโรคเรื้อรัง การป้องกันโรคจึงกลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาชุมชน มากกว่าการเชื่อฟังคำสั่งจากส่วนกลาง
พลัง อสม. และ Gen-H: แนวหน้าใหม่ของสุขภาพชุมชน
จุดต่างที่ทำให้โครงการตำบลจัดการสุขภาพน่าจับตา คือการผนึกกำลังระหว่าง อสม. ที่มีประสบการณ์ใกล้ชิดชุมชน กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-H ซึ่งเข้ามาเสริมในบทบาทสื่อสารสุขภาพแบบสร้างสรรค์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้ว่าการแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีต้องสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และนำ Gen-H เข้ามาร่วมกับ อสม. เพื่อใช้เทคโนโลยีและเทคนิคการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงทุกช่วงวัย
การพัฒนาศักยภาพแกนนำสุขภาพผ่านความรู้และสื่อสุขภาพที่กองสุขศึกษาสนับสนุน ทำให้ อสม. และ Gen-H พร้อมลงพื้นที่ในตำบลจัดการสุขภาพ ผลลัพธ์เริ่มปรากฏรูปธรรมผ่านตำบลต้นแบบที่ได้รับรางวัล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อชุมชน อสม. Gen-H และภาคีเครือข่ายร่วมกันแก้ปัญหา การปรับพฤติกรรมการกินเลี่ยงปลาดิบสามารถเกิดขึ้นจริง และวางฐานการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีให้ยั่งยืนในระยะยาว นี่คือภาพของสุขภาพชุมชนที่ไม่ได้รอให้หมอมาช่วย แต่ลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง
ข้อสรุป: ป้องกันโรคคือวาระชุมชน ไม่ใช่ภาระของแพทย์
เมื่อดูภาพรวมยุทธศาสตร์การควบคุมโรค จะเห็นว่าหน่วยงานสาธารณสุขกำลังเดินหน้าสู่โมเดลใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันล่วงหน้า ทั้งการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น การเอกซเรย์ทรวงอกในกลุ่มเสี่ยงเพื่อยุติวัณโรค และการเพิ่มการเข้าถึงการรักษาไวรัสตับอักเสบบีและซี แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ผ่านการขับเคลื่อนตำบลจัดการสุขภาพที่เน้นปรับพฤติกรรมการกินและสร้างสุขภาพชุมชนให้เข้มแข็ง
บทเรียนสำคัญคือ การป้องกันโรคไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวาระของชุมชน ครอบครัว และวิถีชีวิต หากเรายอมรับว่าค่านิยมการกินปลาดิบคือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเปลี่ยน การสนับสนุน อสม. และ Gen-H ให้มีพลังในการสื่อสารและเคลื่อนไหวจะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะทุกมื้อที่เลี่ยงปลาดิบ คืออีกหนึ่งก้าวเล็กๆ ในการลดโรคพยาธิใบไม้ตับ ลดโอกาสเป็นมะเร็งท่อน้ำดี และยกระดับสุขภาพชุมชนในระยะยาว






