วิ่งเทรลไทยบนเส้นทางสู่ UTMB ความฝันที่เปลี่ยนชีวิตนักวิ่ง
วิ่งเทรลไทย คือการวิ่งระยะไกลบนภูเขา ป่า และเส้นทางธรรมชาติ ที่ผสมความท้าทายทางกายและใจมากกว่าวิ่งถนน นักวิ่งต้องรับมือทั้งความชัน ความมืด สภาพอากาศแปรปรวน การจัดการอาหาร น้ำ การพัก และอุปกรณ์ โดยมีเป้าหมายตั้งแต่การพาตัวเองเข้าเส้นชัยไปจนถึงการไล่ล่าความฝันในสนามระดับโลกอย่าง UTMB Chamonix ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของการเป็นนักวิ่งอัลตราเทรลตัวจริง
แก่นของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขระยะทาง แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของนักวิ่งจากการ “ทำเวลาให้ดีบนถนน” ไปสู่การ “พาตัวเองผ่านภูเขาหลายลูกติดต่อกัน” และนี่คือเส้นทางที่ตูน สุดา ตันติวีรสุต เลือกเดิน เธอเริ่มจากวิ่งถนนมากว่า 15 ปีก่อนจะหันมาจับเทรลราว 10 ปี และตั้งเป้า UTMB Chamonix เป็นหมุดหมายตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าสู่วงการเทรล การเลือกฝันให้ไกลถึงเทือกเขาแอลป์ต่างประเทศตั้งแต่ยังซ้อมอยู่บนดอยบ้านตัวเอง คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้วิ่งเทรลไทยวันนี้ไม่ได้คิดแค่วิ่งให้จบ แต่คิดถึงโพเดียมโลกด้วย

UTMB Chamonix จากสนามหนึ่งรายการสู่เวทีความฝันและอีโคซิสเต็มระดับโลก
ถ้าในโลกถนนมี Boston Marathon ในโลกจักรยานมี Tour de France โลกเทรลก็มี UTMB Mont-Blanc ที่เมือง Chamonix เป็นเสมือนโอลิมปิกของนักวิ่งอัลตรา การแข่งขัน Ultra-Trail du Mont-Blanc เริ่มจัดครั้งแรกในปี 2003 ที่ Chamonix และเติบโตจากนักวิ่งเพียงหลักร้อยเป็นระบบการแข่งขันระดับโลกที่ดึงดูดทั้งนักกีฬาชั้นนำ แบรนด์กีฬา สื่อ และแฟนสายเทรลจากทุกมุมโลก การได้ยืนบนสตาร์ตไลน์ที่นี่จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ไม่ต่างจากการเหยียบคอร์ตกลางของเทนนิส
วันนี้ UTMB ขยายเป็น UTMB World Series มีนักวิ่งมากกว่า 146,933 คนจาก 55 อีเวนต์ใน 28 ประเทศทั่ว 5 ทวีปเข้าร่วมในปี 2025 แต่ Chamonix ยังคงเป็นบ้านเกิดและรอบชิงชนะเลิศที่ไม่มีสนามไหนแทนที่ได้ เมืองเล็กๆ แห่งนี้แปลงร่างเป็น “เมืองแห่งเทรลรันนิ่ง” ในช่วง Race Week เมื่อนักวิ่งระดับโลก นักวิ่งสมัครเล่น แบรนด์ และผู้ติดตามหลั่งไหลมารวมตัวกัน สิ่งที่สนามนี้ขายจึงไม่ใช่สิทธิ์การแข่งเท่านั้น แต่คือความฝันหนึ่งในชีวิตของนักวิ่งเทรลทั่วโลกที่จะได้วิ่งรอบ Mont Blanc และกลับเข้าเส้นชัยที่ Chamonix ด้วยสองขาของตัวเอง

ตูน สุดา จากรองเท้าถนนสู่รองเท้าเทรล และบทพิสูจน์ในระยะ 100 ไมล์
การที่นักวิ่งหญิงอย่างตูน สุดา ตันติวีรสุต จากทีม HOKA Thailand สามารถเข้าเส้นชัย UTMB Mont-Blanc ระยะ 100 ไมล์ได้ทั้งปี 2024 และ 2026 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือผลลัพธ์ของการกล้าเปลี่ยนสนามจากถนนเรียบสู่ภูเขาแอลป์ และยอมให้ความฝันใหญ่กว่าความกลัวเสมอ เธอเริ่มจากความชอบวิ่งเทรลส่วนตัว ก่อนจะชัดเจนว่าปลายทางที่อยากไปให้ถึงคือ UTMB Chamonix และตั้งใจมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าสู่วงการเทรลว่า “สักครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันอยากไป UTMB Chamonix”
เส้นทางของตูนสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวิ่งเทรลไทยจากกีฬากลุ่มเล็กสู่เวทีที่นักกีฬาจริงจังมองหาเป้าหมายระดับโลก เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งพิชิต 100 ไมล์รอบ Mont Blanc ได้สำเร็จสองครั้ง มันส่งสัญญาณชัดว่า นักวิ่งเทรลจากบ้านเราสามารถยืนบนเส้นเดียวกับยอดมนุษย์อัลตราทั่วโลกได้แล้ว ขณะที่ฝั่งชายของโลกก็มีสถิติใหม่จาก Ben Dhiman ที่ชนะ UTMB 2026 ด้วยเวลา 18 ชั่วโมง 16 นาที 29 วินาที เป็นคนแรกที่จบต่ำกว่า 19 ชั่วโมง และ Blandine L’Hirondel ที่คว้าแชมป์หญิงด้วยเวลา 21 ชั่วโมง 54 นาที 49 วินาที ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ให้กลัว แต่มีไว้เป็นเข็มทิศให้คนที่อยากไล่ระดับตัวเอง

จากสนามบ้านเกิดสู่เทือกเขาแอลป์ การเติบโตของวิ่งเทรลไทยและบทบาทของสนามระดับ World Series
ภาพที่น่าสนใจคือ ขณะที่นักวิ่งบางคนกำลังฝันถึง UTMB Chamonix สนามในประเทศก็เริ่มกลายเป็นบันไดสู่เวทีนั้น กระแสวิ่งในสังคมกำลังขยาย คนออกมาวิ่งในสวน วิ่งในเมือง เข้าร่วม Run Club จนไปมาราธอนมากขึ้น เมื่อนักวิ่งระดับหนึ่งต้องการความท้าทายใหม่ เส้นทางจากถนนจึงเริ่มไหลขึ้นภูเขา และพาให้คำว่าวิ่งเทรลไทยไม่ใช่ของเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ใหม่ที่ใครก็เข้าไปลองได้ด้วยการเตรียมตัวที่เหมาะสม
สนามอย่าง HOKA Chiang Mai Thailand by UTMB จึงมีความหมายมากกว่างานแข่งระยะไกล ปี 2025 มีนักวิ่งเข้าร่วมมากกว่า 7,200 คน และ 56% มาจากเอเชีย การที่มีสนามระดับ UTMB World Series ทั้งบนดอยทางภาคเหนือและป่าฝนชายแดนใต้ ทำให้ภูเขาและเส้นทางธรรมชาติกลายเป็นทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างชัดเจน เมืองต่างๆ เปลี่ยนจากแค่จุดเช็กอินท่องเที่ยวเป็นจุดหมายของนักวิ่งอัลตราที่เดินทางมาพร้อมเพื่อน ครอบครัว และทีมซัพพอร์ต ส่งต่อเม็ดเงินไปถึงที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจอุปกรณ์วิ่งเทรลโดยรอบ แม้จะไม่ระบุตัวเลขค่าใช้จ่ายรายคน แต่เห็นชัดว่าเศรษฐกิจประสบการณ์จากการวิ่งกำลังเติบโตตามทุกก้าวบนเส้นทางเทรล

ร่างกาย จิตใจ และกรอบความคิดแบบอัลตรา จากระยะมาราธอนสู่ 100 ไมล์ในเทือกเขา
การย้ายจากมาราธอนถนนสู่ 100 ไมล์ในเทือกเขาไม่ใช่แค่เพิ่มระยะ แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งชุด เส้นทาง UTMB มีระยะมากกว่า 170 กิโลเมตร ความสูงสะสมเกือบ 10,000 เมตร และเปรียบเท่ามาราธอน 4 สนามติดกันบนภูเขา นักวิ่งต้องรับมือกับความล้าของกล้ามเนื้อ การวิ่งกลางคืน อุณหภูมิที่เปลี่ยนตลอดเวลา การขาดน้ำ การนอนน้อย และเกมทางจิตใจที่สำคัญไม่แพ้ความแข็งแรงของร่างกาย ในสนามจริง ใครเตรียมใจมาครึ่งๆ กลางๆ มักถูกตัดออกไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง
หัวใจของกรอบคิดแบบนักวิ่งอัลตรา คือการย่อยปัญหาใหญ่ให้เล็กลง ตูนอธิบายแนวคิดนี้ตรงๆ ว่า ถ้าสตาร์ตแล้วคิดว่าเหลืออีก 100 กิโลเมตรจะท้อทันที แต่ถ้าโฟกัสแค่ “อีก 10 กิโลเมตรถึงเช็กพอยต์ถัดไป” แล้วทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ เราจะเดินหน้าต่อได้ วิธีคิดนี้คือสะพานสำคัญของนักวิ่งที่อยากขยับจากสนามในประเทศสู่เทือกเขาแอลป์ ไม่ว่าคุณจะเริ่มจาก 20 50 หรือ 100 กิโลเมตร เมื่อฝึกให้สมองชินกับการแบ่งเป้าหมายเป็นช่วงสั้นๆ ความฝันใหญ่ระดับ UTMB Chamonix ก็เริ่มดูไม่ไกลเกินคว้า วิ่งเทรลไทยจึงไม่ได้หยุดแค่การพาคนเข้าป่า แต่กำลังพาคนออกจากกรอบเดิมของตัวเองด้วย






