สมุนไพรไทยสากลคืออะไร และทำไมต้องมองผ่านเลนส์ Regulatory Science
สมุนไพรไทยสากล คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ยึดรากฐานภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ผ่านกระบวนการวิจัย มาตรฐาน และการกำกับดูแลเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้มีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลเชื่อถือได้ในระดับเดียวกับยาแผนปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงยาโบราณตามความเชื่อ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านวิทยาศาสตร์ยาแผนและกรอบการประเมินที่เป็นระบบ
หัวใจของการยกระดับสมุนไพรให้เดินสู่ตลาดโลก คือการวางกรอบ Regulatory Science ไทยให้ชัดเจน และผูกโยงกับระบบวิจัยในมหาวิทยาลัย องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรที่เคยกระจัดกระจายจึงถูกดึงเข้าสู่กรอบมาตรฐานสมุนไพรเดียวกัน ตั้งแต่การปลูก การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการใช้จริงในระบบบริการสุขภาพ หากมองเพียงว่า “สมุนไพรเป็นของชุมชน” โดยไม่ใส่กรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง สมุนไพรจะไม่มีวันทะลุไปสู่มาตรฐานสากลได้ การสร้างสมุนไพรไทยสากลจึงไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากของพื้นบ้านเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์

เมื่อหน่วยงานกำกับจับมือคณะเภสัช วางรากฐาน Regulatory Science ไทย
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Regulatory Science ไทยเกิดขึ้นเมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการด้านวิทยาการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือ Regulatory Science ร่วมกับสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ระยะเวลา 5 ปี ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นแค่พิธีกรรม แต่คือการต่อสายงานกำกับดูแลเข้ากับแหล่งองค์ความรู้ งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน วิธีการประเมิน และกำลังคนให้ทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาระบุชัดเจนว่า การกำกับดูแลยุคใหม่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือ และวิธีประเมินที่ดีพอ จึงจะตัดสินใจได้ถูกต้องและทันต่อการเปลี่ยนแปลง นี่คือทิศทางของวิทยาศาสตร์ยาแผนที่ไม่ทิ้งสมุนไพรไว้ข้างหลัง แต่ดึงเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน การพัฒนา Regulatory Science ไทยแบบนี้ ทำให้การอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ใช่แค่ “ผ่านหรือไม่ผ่าน” แต่คือการร่วมกันออกแบบมาตรฐานสมุนไพรที่ปกป้องผู้บริโภคและไม่ขวางนวัตกรรม เป้าหมายชัดเจนคือการวางรากฐาน Regulatory Science ให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้รวดเร็วขึ้น

มหาวิทยาลัยจับมือมูลนิธิการแพทย์แผนไทย สร้างระบบนิเวศสมุนไพรครบวงจร
อีกด้านหนึ่งของสมุนไพรไทยสากล กำลังถูกสร้างผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและมูลนิธิการแพทย์แผนไทย เมื่อมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ณ อาคารนวัตกรรม เปรม ชินวันทนานนท์ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีกรอบความร่วมมือ 5 ปี ความร่วมมือระยะแรกทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีกัญชาและกัญชงคุณภาพ สำหรับใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายสมุนไพรไทย เช่นสวนสมุนไพรที่เป็นแหล่งวัตถุดิบมาตรฐานระดับ Medical Grade
ความร่วมมือระยะที่สองตั้งเป้าสร้าง “ศูนย์เรียนรู้อภัยภูเบศร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” เป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศสมุนไพรสู่ความมั่นคงทางสุขภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน แนวคิดสำคัญคือการพัฒนาสมุนไพรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การอนุรักษ์พันธุ์ การผลิตวัตถุดิบให้ได้มาตรฐาน การวิจัยสารสำคัญ ประสิทธิภาพ และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ชุมชนมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า นี่คือภาพของมาตรฐานสมุนไพรที่ไม่ได้หยุดอยู่ในห้องแล็บ แต่ลงสู่แปลงเกษตรและคลินิกแพทย์แผนไทย

จากห้องเรียนสู่คลินิก: มาตรฐานสมุนไพรต้องเริ่มจากคนและความรู้
การสร้างสมุนไพรไทยสากลไม่สำเร็จ หากขาดคนที่เข้าใจทั้งสมุนไพรและกฎระเบียบ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับและคณะเภสัชเน้นชัดเรื่องการพัฒนากำลังคน อย. สนับสนุนพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานจริงให้กับนิสิต นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งพัฒนาหลักสูตรทั้งระดับปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีทางสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เปิดโอกาสให้คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมให้ความเห็นเชิงวิชาการต่อการประเมินคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ในฝั่งความร่วมมือมหาวิทยาลัยและมูลนิธิการแพทย์แผนไทย ก็วางแผนสร้างเครือข่ายบุคลากรที่เข้าใจทั้งวิชาการ การวิจัย และการประยุกต์ใช้จริง ตั้งแต่การส่งบุคลากรเข้าศึกษาต่อระดับสูง การทำวิจัยร่วม ไปจนถึงการทำงานกับ SUT Wellness Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย นี่คือการฝึกคนให้เดินได้สองขา คือเข้าใจทั้งวิทยาศาสตร์ยาแผนและภูมิปัญญาสมุนไพร เมื่อคนเปลี่ยน ระบบมาตรฐานสมุนไพรก็เริ่มขยับจากกระดาษสู่การปฏิบัติจริง
สมุนไพรไทยสากลในเวทีโลก: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์
เมื่อ Regulatory Science ไทยเริ่มมีรากฐาน และระบบนิเวศสมุนไพรในมหาวิทยาลัยจับมือกับมูลนิธิการแพทย์แผนไทยอย่างเป็นระบบ ภาพของสมุนไพรไทยสากลจึงชัดกว่าที่เคย มาตรฐานสมุนไพรไม่ได้หมายถึงการตรวจคุณภาพวัตถุดิบเท่านั้น แต่คือการทำให้สมุนไพรเดินเข้าสู่กรอบวิทยาศาสตร์ยาแผน มีข้อมูลประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพที่ตรวจสอบได้ ด้วยกรอบการกำกับดูแลที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม เส้นทางจากแปลงปลูกสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยโจทย์ ทั้งการทำวิจัยทางคลินิก การจัดทำเอกสารตามข้อกำหนดนานาชาติ และการรักษาความยั่งยืนของชุมชนผู้ปลูก จุดแข็งของแนวทางปัจจุบันคือการทำงานผ่าน MOU ที่มีกรอบเวลาชัดเจน 5 ปี ทั้งในฝั่งหน่วยงานกำกับและมหาวิทยาลัยกับมูลนิธิ ซึ่งแสดงว่าการผลักดันสมุนไพรไม่ใช่โครงการสั้นๆ แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว บทสรุปคือ หากเรายืนบนฐานหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และสร้างมาตรฐานสมุนไพรอย่างจริงจัง สมุนไพรจะไม่ติดกรอบ “ยาโบราณ” อีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกการรักษาที่มีน้ำหนักในเวทีโลก

