ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทักษะชีวิตเยาวชนนอกห้องเรียน เมื่อมูลนิธิและองค์กรธุรกิจจับมือสร้างคนรุ่นใหม่

ทักษะชีวิตเยาวชนนอกห้องเรียน เมื่อมูลนิธิและองค์กรธุรกิจจับมือสร้างคนรุ่นใหม่
ความสนใจ|การศึกษาสำหรับครอบครัว

ทักษะชีวิตเยาวชนคืออะไร และทำไมต้องสอนนอกห้องเรียน

ทักษะชีวิตเยาวชน คือชุดความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เด็กและวัยรุ่นต้องใช้ในการใช้ชีวิตจริง ทั้งการตัดสินใจ แก้ปัญหา ดูแลตัวเอง รับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยเกิดจากการลงมือทำและประสบการณ์ตรงมากกว่าการท่องจำในห้องเรียนซึ่งครอบคลุมทั้งมิติอารมณ์ สังคม การเรียนรู้ และการทำงานในอนาคต หากยังยึดติดกับการศึกษาแบบเน้นวิชาการ เด็กจำนวนมากจะเรียนเก่งบนกระดาษ แต่ขาดภูมิคุ้มกันชีวิต โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ต้องดิ้นรนเรื่องอาชีพ การสร้างทักษะชีวิตเยาวชนจึงต้องออกมานอกห้องเรียน ไปอยู่ในชุมชน ป่า ทุ่งนา ศูนย์ฝึกอาชีพ และสถานคุ้มครอง เพราะที่นั่นคือห้องเรียนของชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เวทีฝึกซ้อม มูลนิธิและองค์กรธุรกิจเริ่มมองเห็นว่าหากอยากเห็นสังคมยั่งยืน ต้องลงทุนกับทักษะชีวิต ไม่ใช่แค่สร้างอาคารหรือบริจาคของใช้ การลงมือพัฒนาเยาวชนในพื้นที่จริงจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของความร่วมมือองค์กร

ทักษะชีวิตเยาวชนนอกห้องเรียน เมื่อมูลนิธิและองค์กรธุรกิจจับมือสร้างคนรุ่นใหม่

“เยาวชนลำปางหยั่งราก รักบ้าน รักษ์ป่า” แบบเรียน EF กลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม

เมื่อวิกฤตโลกร้อนและฝุ่น PM 2.5 กดทับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ภาคการเงินเลือกตอบสนองไม่ใช่ด้วยรายงานสวยหรู แต่ด้วยโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน “เยาวชนลำปางหยั่งราก รักบ้าน รักษ์ป่า” ที่จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับมูลนิธิชุมชนลำปาง มูลนิธิเด็ก และสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป ณ สโมสรนายทหารค่ายสุรศักดิ์มนตรี หัวใจของโครงการไม่ใช่กิจกรรมปลูกป่าฉาบฉวย แต่คือโมเดล “Self + EF + พัฒนาการ” พัฒนา Executive Functions หรือทักษะสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน ควบคุมอารมณ์ และคิดไตร่ตรอง ก่อนเชื่อมเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่จริง จุดที่น่าสนใจคือโครงการเน้นให้ครูเข้าใจเด็กในสามมิติ แล้วนำไปออกแบบหน่วยการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน ให้เด็กอนุบาล ประถม และมัธยมได้เรียนรู้จากป่า แม่น้ำ และหมู่บ้านของตนเอง ไม่ใช่จากรูปภาพในหนังสือ

ชุมชนคือห้องเรียน ครูคือโค้ช Active Learning ของการอนุรักษ์

จุดแข็งของโครงการลำปางไม่ใช่เพียงเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือวิธีการสอนที่เปลี่ยนครูจากผู้บรรยายเป็นโค้ช ผ่านกระบวนการ Active Learning และการติดตามหนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจังหวัดลำปางอย่างยั่งยืน มูลนิธิชุมชนลำปางอธิบายชัดว่า โครงการนี้ดึงผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ และผู้นำชุมชน มาร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ใน 6 ตำบล 3 อำเภอของจังหวัดลำปาง ทำให้เด็กไม่เพียงฟังครู แต่ได้เรียนจากประสบการณ์ของคนในพื้นที่และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยตรง การมี “คู่มือการพัฒนาหน่วยเรียนรู้ รักบ้าน รักษ์ป่า” ช่วยให้โมเดลนี้ไม่หยุดอยู่แค่โรงเรียนเป้าหมาย แต่สามารถขยายสู่สถานศึกษาอื่นได้ เป็นสัญญาณชัดว่าความร่วมมือองค์กรกำลังพัฒนาเป็นระบบการเรียนรู้ระยะยาว ไม่ใช่กิจกรรมอาสารายปีที่ถ่ายรูปแล้วจบ

จากเยาวชนถึงครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ทักษะชีวิตคือเรื่องของทั้งบ้าน

ภาพอีกด้านของการสร้างทักษะชีวิตไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่อยู่ในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เมื่อบริษัท ไทยน้ำทิพย์ โคคา‑โคล่า ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อยกระดับการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของสตรีและครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ผ่านหลักสูตรด้านเครื่องดื่ม Mixology ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของโคคา‑โคล่าเป็นสื่อการสอน ตามคำอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว การผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชนคือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนทักษะอาชีพให้เป็นรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับสตรีและครอบครัวที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือเผชิญปัญหาทางสังคม หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนแค่การผสมเครื่องดื่ม แต่ครอบคลุมการสร้างสรรค์เมนู การบริหารจัดการต้นทุน และองค์ความรู้พื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การฝึกอาชีพกลายเป็นบทเรียนทักษะชีวิตสำหรับทั้งครอบครัว ไม่ใช่เพียงการฝึกงานระยะสั้น

ความร่วมมือองค์กรที่ดีควรหน้าตาแบบไหน และเราควรคาดหวังอะไรต่อไป

เมื่อมองภาพรวม ทั้งโครงการเยาวชนลำปางและหลักสูตร Mixology สำหรับสตรีสะท้อนบทเรียนร่วมกันอย่างน้อยสามข้อ หนึ่ง ความร่วมมือองค์กรต้องเริ่มจากปัญหาจริง ไม่ใช่จากความต้องการทำประชาสัมพันธ์ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและความเปราะบางทางเศรษฐกิจคือแรงผลักดันที่แท้จริงของทั้งสองโครงการ สอง โครงการที่มีพลังต้องลงทุนกับผู้สอนและระบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาครูให้ใช้ Active Learning หรือการฝึกอบรมครูอาชีพ 12 แห่งให้เข้าใจการผสมเครื่องดื่มอย่างถูกต้องก่อนถ่ายทอดต่อให้กลุ่มเป้าหมาย สาม การเรียนรู้ต้องลงมือทำและเชื่อมโยงกับชุมชน ทั้งการให้เด็กเรียนรู้จากป่าและชุมชนในลำปาง หรือให้สตรีฝึกอาชีพจากศูนย์เรียนรู้และสถานคุ้มครอง การสร้างทักษะชีวิตเยาวชนจึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของมูลนิธิ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และชุมชน หากสังคมกล้าคาดหวังมากขึ้นจากความร่วมมือองค์กร มองเลยจากภาพถ่ายส่งมอบของสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมและโอกาสชีวิต เราจะเห็นโครงการพัฒนาเด็กและครอบครัวที่ช่วยสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ซึ่งพร้อมรับมือโลกที่ผันผวนอย่างมีสติ มีทักษะ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!