ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

วิกฤตชิปหน่วยความจำดันราคาสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปพุ่ง ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมืออย่างไร

วิกฤตชิปหน่วยความจำดันราคาสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปพุ่ง ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมืออย่างไร
ความสนใจ|รวมเทคโนโลยี

วิกฤตชิปหน่วยความจำคืออะไร และทำไมถึงกระทบเงินในกระเป๋าเรา

วิกฤตชิปหน่วยความจำ คือภาวะที่ชิป DRAM และ NAND มีราคาเพิ่มสูงและขาดแคลนต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังผลิตไม่ทันต่อความต้องการ ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องแย่งซื้อชิป ส่งผลให้ต้นทุนสมาร์ตโฟน แล็ปท็อป และอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นเพิ่มอย่างรวดเร็ว และสุดท้ายต้นทุนเหล่านี้ก็ถูกผลักมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องยอมรับคือ วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของโรงงานชิป แต่มันคือเรื่องค่าครองชีพของคนใช้เทคโนโลยีทุกคน เมื่อราคา DRAM NAND เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ผลิตรายใหญ่ย่อมเลือกปรับราคาสินค้าและลดต้นทุนด้านอื่น แต่ผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมากกลับไม่มีทางเลือกนอกจากยอมลดสเปกหรือเลิกทำรุ่นราคาประหยัด ผลคือผู้ใช้รายได้ต่ำอาจถูกผลักให้หลุดออกจากโลกดิจิทัลเร็วกว่าใคร

วิกฤตชิปหน่วยความจำดันราคาสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปพุ่ง ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมืออย่างไร

เมื่อราคา DRAM NAND พุ่งแรง: จากโรงงานชิปสู่ป้ายราคาเครื่อง

ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดหน่วยความจำกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ชิปจะไม่ถูกลงง่ายๆ Samsung มีแผนขึ้นราคา DRAM และ NAND สำหรับสมาร์ตโฟนในอัตรา 7–10% พร้อมเริ่มเจรจากับผู้ผลิตจีนเป็นกลุ่มแรก และเตรียมเชิญผู้ผลิตรายใหญ่รายอื่นกลับสู่โต๊ะเจรจาในช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน บริษัทวิจัยตลาดรายงานว่าราคา DRAM และ NAND พุ่งขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและยังคงไต่ระดับต่อไป แม้จังหวะจะชะลอลงบ้าง

ข้อมูลอีกด้านสะท้อนแรงกดดันแบบเป็นขั้นบันได ราคาตามสัญญาของชิป DRAM แบบดั้งเดิมเคยพุ่งขึ้นถึง 93–98% ในไตรมาสหนึ่ง ก่อนที่แนวโน้มล่าสุดจะยังคาดว่าจะเพิ่มอีก 13–18% ในไตรมาสถัดมา นั่นหมายความว่าแม้ผู้ผลิตอยากตรึงราคาสินค้าไว้ก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนหน่วยความจำคือหัวใจของอุปกรณ์ทุกเครื่อง เมื่อชิปแพงขึ้นเท่าตัว ผู้ผลิตแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการทำตลาดราคาถูกอีกต่อไป

วิกฤตชิปหน่วยความจำดันราคาสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปพุ่ง ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมืออย่างไร

หน่วยความจำกลายเป็น 60% ของต้นทุน ทำไมเครื่องยิ่งถูกยิ่งเจ็บ

สิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่เพียงราคา DRAM NAND ที่เพิ่มขึ้น แต่คือสัดส่วนของมันในต้นทุนทั้งเครื่อง ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายหนึ่งเปิดเผยว่า สำหรับเครื่องระดับกลางราคาประหยัด ต้นทุนหน่วยความจำอาจคิดเป็นเกือบ 60% ของต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนทั้งหมด เมื่อหน่วยความจำกลายเป็นต้นทุนหลักแทนที่จะเป็นชิปประมวลผลหรือหน้าจอ ทุกการเพิ่มความจุ RAM หรือพื้นที่เก็บข้อมูลจึงไม่ใช่ของแถม แต่เป็นภาระต่อราคาขายแบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์ยิ่งโหดร้ายกับสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปกลุ่มงบประมาณจำกัด เพราะในสินค้าระดับเริ่มต้น หน่วยความจำกินสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มเรือธงมาก ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผู้ผลิตจำนวนหนึ่งเริ่มลดความจุพื้นฐานลงหรือเก็บเงินเพิ่มสำหรับการอัปเกรดหน่วยความจำ แทนที่จะให้ความจุที่เคยเป็นมาตรฐาน เดิมทีผู้บริโภคซื้อเครื่องราคาถูกเพื่อลดค่าใช้สอยอุปกรณ์ แต่วันนี้คนกลุ่มนี้กลับต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อได้สเปกที่พอใช้งาน

ผู้ผลิตรายเล็กต้องออกแบบใหม่ ตรวจชิปปลอม แต่ผู้ใช้ปลายทางกลับจ่ายแพงขึ้น

เมื่อขาดแคลนหน่วยความจำ ผู้ผลิตรายเล็กไม่สามารถสั่งชิปได้ตามใจต้องการ ผู้บริหารหลายรายยอมรับว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ราคา แต่คือการเข้าถึงโควตาชิปจากโรงงาน บางบริษัทต้องออกแบบเมนบอร์ดสองแบบเพื่อสลับใช้ชิปที่รวมแพ็กเกจกับชิปแยกตามของที่หาได้ ขณะที่ผู้ผลิตแล็ปท็อปรายหนึ่งใช้แนวคิดหน่วยความจำแบบโมดูล ให้ลูกค้านำ RAM จากเครื่องเก่ามาใช้ต่อ เพื่อลดการพึ่งพาของใหม่

ที่หนักกว่านั้นคือการต้องทดสอบตัวอย่างชิปจากทุกล็อตเพื่อยืนยันว่าเป็นชิปใหม่ ไม่ใช่ของเก่าปรับสภาพแล้วนำกลับมาขาย ผู้ผลิตบางรายต้องสั่งชิปล่วงหน้าแบบยกเลิกไม่ได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ราคาสุดท้ายหรือปริมาณที่จะได้รับ ความเสี่ยงในฝั่งโรงงานถูกผลักมาที่แบรนด์รายเล็ก และท้ายที่สุดถูกผลักต่อมายังผู้บริโภคผ่านราคาขายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เคยเป็นทางเลือกประหยัด

วิกฤตยืดเยื้อถึงหลัง 2573 อนาคตสมาร์ตโฟนแพง กับบทเรียนสำหรับผู้บริโภค

แนวโน้มระยะยาวของวิกฤตชิปหน่วยความจำไม่ใช่เรื่องน่ายินดี สำนักวิจัยตลาดคาดว่าราคาหน่วยความจำจะยังทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่ผู้บริหารจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่อีกรายเตือนว่า ปี 2570 อาจเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมในแง่อุปทาน และความต้องการชิปหน่วยความจำอาจสูงกว่ากำลังการผลิตไปจนหลังปี 2573 เมื่อดีมานด์สูงกว่าซัพพลายต่อเนื่องหลายปี ความหวังว่าราคาสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปจะกลับมาถูกเหมือนเดิมจึงแทบไม่มี

ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตนี้ทำให้เห็นชัดว่าค่าใช้สอยอุปกรณ์ดิจิทัลกำลังกลายเป็นภาระระยะยาว ไม่ใช่แค่ค่าใช้ครั้งเดียว ผู้มีรายได้ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเครื่องระดับเริ่มต้นถูกบีบให้หายไปจากตลาดหรือกลายเป็นสินค้าราคาเกินเอื้อม สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ในช่วงนี้คือยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์เดิม เลือกอัปเกรดหน่วยความจำเฉพาะที่จำเป็น และคิดให้รอบคอบก่อนเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกครั้ง เพราะในโลกที่หน่วยความจำหายาก การกดซื้อเครื่องใหม่โดยไม่คิดคือการยอมรับภาระราคาแพงขึ้นโดยไม่มีทางต่อรอง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!