วิกฤตสุขภาพจิตวัยทำงานที่เรามองไม่เห็นในที่ทำงาน
สุขภาพจิตวัยทำงานคือสภาวะทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของคนที่อยู่ในช่วงอายุทำงานซึ่งต้องรับมือกับความเครียด ภาวะหมดไฟ ปัญหาความสัมพันธ์ และแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน การตัดสินใจ และคุณภาพชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามเป็นโรคทางจิตเวช และกระทบต่อทั้งตัวบุคคล ครอบครัว และองค์กรที่เขาทำงานอยู่ สิ่งที่น่ากังวลคือผลสำรวจ TIMS พบว่ากว่า 27% ของคนวัยทำงานฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต Presenteeism แบบนี้ไม่ได้แปลว่าพนักงานมีความรับผิดชอบสูง แต่สะท้อนว่าองค์กรไม่ปลอดภัยพอให้คนยอมรับว่าตนเองกำลังป่วย และระบบการดูแลสุขภาพจิตยังห่างไกลจากความเป็นจริงที่คนเจอในแต่ละวัน ความเครียดในที่ทำงานจึงกลายเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนประสิทธิภาพและความเป็นมนุษย์ของคนทำงาน

เวที HHA สัญญาณว่าระบบการดูแลพนักงานกำลังเปลี่ยนทิศ
การประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม Holistic Health Advisor HHA จัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น โดยกรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนการดูแลสุขภาพจิตวัยทำงานในสถานประกอบการและองค์กรทั่วประเทศ การรวมตัวของผู้บริหาร บุคลากรสุขภาพจิต และเครือข่ายแรงงานกว่า 150 คน ไม่ใช่แค่การประชุมเชิงวิชาการ แต่เป็นสัญญาณว่าแนวคิดการดูแลพนักงานกำลังเปลี่ยนจากมองคนเป็นทรัพยากรให้มองเป็นมนุษย์ที่มีทั้งกาย ใจ และภาระการเงิน ในมุมมองเชิงนโยบาย การยอมรับว่าสุขภาพจิตวัยทำงานเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก แปลว่าองค์กรไม่สามารถอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานอีกต่อไป แต่ต้องมีระบบรองรับ
Holistic Health Advisor เมื่อเพื่อนร่วมงานกลายเป็นโค้ชดูแลใจ
จุดแข็งของ HHA อยู่ที่การเปลี่ยนคนในองค์กรให้เป็นเพื่อนคู่คิด ดูแลใจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากภายนอกที่ห่างเหิน กรมสุขภาพจิตและกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพพัฒนา HHA เพื่อให้บุคลากรทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรองและเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสวยงาม แต่สะท้อนว่าการดูแลพนักงานแบบองค์รวมมีประสิทธิภาพสูง พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ในขณะที่กลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70% นี่คือคำยืนยันว่าโปรแกรมสุขภาวะองค์กรที่ลงลึกถึงฐานชีวิตของพนักงาน สามารถลดความเครียดในที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์
เครือข่ายแรงงานกับเป้าหมาย Mental Health for All ในที่ทำงาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ HHA ไม่ได้เป็นแค่โครงการของหน่วยงานด้านสุขภาพ แต่ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายแรงงานเพื่อสร้างพลังเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตวัยทำงานอย่างเป็นระบบ นี่คือการยอมรับว่าความเครียดในที่ทำงานไม่ได้เกิดจากตัวคนอย่างเดียว แต่โยงกับโครงสร้างแรงงาน กฎระเบียบ และวัฒนธรรมองค์กร การมีโค้ชและที่ปรึกษาในระบบแรงงานจึงเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบการช่วยเหลือ ข้อมูลจากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ระบุว่ามีสถานประกอบการ 222 แห่ง และผู้เข้าร่วม 358,560 คนถูกคัดกรองและดูแลผ่าน HHA แผนต่อไปคือการขยายเครือข่าย HHA ทั่วประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Mental Health for All ดูแลสุขภาพใจทุกวัย ทุกคน หากองค์กรยังมองปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องรายบุคคล ก็จะตกขบวนแนวคิดใหม่นี้ และเสี่ยงเสียทั้งคนเก่งและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ถึงเวลาที่องค์กรต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพจิตและฐานชีวิตของพนักงาน
ตัวเลขที่คนวัยทำงานฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27% ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือคำถามเชิงศีลธรรมต่อองค์กร ว่าพร้อมแค่ไหนในการดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีสุขภาวะ ไม่ใช่เพียงผลักให้ทำงานต่อไปจนหมดแรงและหมดใจ โปรแกรมสุขภาวะองค์กรอย่าง HHA แสดงให้เห็นแล้วว่าการดูแลพนักงานอย่างเป็นระบบมีผลจริงต่อสุขภาพจิต ความเสี่ยงทางกาย และชีวิตการเงินของคนทำงาน การดูแลพนักงานจึงต้องขยายจากมุมสวัสดิการพื้นฐาน ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับปัญหาสุขภาพจิต สนับสนุนให้คนกล้าขอความช่วยเหลือ และมีโครงสร้างรองรับอย่างต่อเนื่อง หากองค์กรเริ่มจากการสำรวจสุขภาพจิตวัยทำงานในที่ทำงานของตนเอง ตั้งคำถามกับรูปแบบงานที่สร้างความเครียด และร่วมกับเครือข่ายภายนอกพัฒนาโครงการแบบ HHA การดูแลพนักงานจะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน แต่กลายเป็นการลงทุนสำคัญในความยั่งยืนขององค์กร






