ศึกภาษีและรถยนต์ไฟฟ้าจีน จุดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานอเมริกาเหนือ
การปรับขึ้นภาษีรถยนต์อเมริกาและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน คือสถานการณ์ที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาเหนือเริ่มทบทวนห่วงโซ่อุปทานและทำเลการผลิตใหม่ทั้งหมด การตัดสินใจด้านภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงต้นทุนและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้าจีน กำลังส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ของค่ายรถญี่ปุ่นและค่ายรถอเมริกัน ทั้งในแง่แผนลงทุน โรงงานผลิตแคนาดา การใช้ชิ้นส่วนในภูมิภาค และทิศทางการลงทุนในอนาคตของตลาดรถยนต์อเมริกาเหนือ
ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีสูงขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนสมการการแข่งขันทั้งหมด ผู้ผลิตที่เคยมีข้อได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานหรือการกระจายการผลิตข้ามประเทศ ต้องยอมรับความจริงใหม่ว่า ทำเลและสัดส่วนการผลิตในภูมิภาคกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีหรือราคา การรีเซ็ตห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้จึงมีโอกาสพลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกาเหนือไปสู่รูปแบบการผลิตที่ท้องถิ่นมากขึ้นและเน้นความยืดหยุ่นต่อความผันผวนทางการเมือง
ภาษี 50 เปอร์เซ็นต์เขย่าโรงงานผลิตแคนาดา ของโตโยต้าและฮอนด้า
การเสนอเพิ่มภาษีนำเข้าเป็น 50 เปอร์เซ็นต์สำหรับรถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนจากแคนาดา จากเดิม 25 เปอร์เซ็นต์ โดยตั้งใจให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป เป็นจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนฐานการผลิตในแคนาดาโดยตรง สำหรับค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและฮอนด้า ภาษีรถยนต์อเมริกาในระดับนี้หมายถึงการสูญเสียข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจากโรงงานผลิตแคนาดา และบังคับให้ต้องคิดใหม่ว่ารถรุ่นสำคัญควรถูกผลิตที่ไหน
ข้อมูลระบุว่าโรงงานของโตโยต้าและฮอนด้าในแคนาดารวมกันผลิตรถยนต์มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตทั้งประเทศ และรถที่ผลิตในแคนาดาคิดเป็นประมาณ 24 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในสหรัฐฯ สำหรับฮอนด้า และ 17 เปอร์เซ็นต์สำหรับโตโยต้า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเมื่อภาษีข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้น ต้นทุนและโครงสร้างการผลิตทั้งหมดต้องถูกจัดเรียงใหม่ทันที ไม่ใช่แค่ย้ายสายการผลิต แต่คือการรื้อออกแบบห่วงโซ่อุปทานทั้งชุด

ฮอนด้าและการหันกลับมาพึ่งกำลังผลิตในสหรัฐฯ
ท่ามกลางแรงกดดันด้านภาษี ฮอนด้าเลือกตอบโต้ด้วยการมองหาการขยายกำลังผลิตภายในสหรัฐฯ เอง บริษัทเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาการสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แห่งใหม่ในสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรถยนต์ไฮบริด และยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย แผนนี้สะท้อนทิศทางชัดเจนว่า เมื่อการขนส่งข้ามพรมแดนมีต้นทุนสูงขึ้น ทางเลือกที่เป็นไปได้คือการทำให้การผลิตกระชับอยู่ภายในตลาดหลัก
ฮอนด้าวางกลยุทธ์ให้รถไฮบริดเป็นหัวใจการรุกตลาดอเมริกาเหนือ โดยเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ 15 รุ่นภายในปีงบประมาณ 2572 และตั้งเป้าให้โรงงานใหม่เริ่มเดินสายการผลิตราวปี 2573 จุดที่น่าสนใจคือบริษัทระบุอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจลงทุนขึ้นอยู่กับผลการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา การผูกแผนโรงงานเข้ากับกรอบข้อตกลงการค้า แสดงให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องโลจิสติกส์อย่างเดียว แต่ผูกแน่นกับยุทธศาสตร์การเมืองและภาษี
ค่ายรถอเมริกันโต้กลับรถยนต์ไฟฟ้าจีนด้วยการล็อบบี้ให้แบนถาวร
ในอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันไม่ได้มาจากภาษีข้ามพรมแดนอย่างเดียว แต่จากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาจับต้องได้และได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้สามารถแข่งขันเชิงราคาได้รุนแรงในหลายภูมิภาค ผู้ผลิตสหรัฐฯ จึงไม่เลือกสู้เฉพาะในตลาด แต่หันไปใช้เครื่องมือทางนโยบาย โดยกลุ่มล็อบบี้ของอุตสาหกรรมยานยนต์เสนอให้สภาคองเกรสห้ามขาย นำเข้า และผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน และซอฟต์แวร์ที่มาจากจีนแบบเบ็ดเสร็จ
ผู้นำกลุ่มล็อบบี้ให้เหตุผลว่ารัฐบาลจีนมีรูปแบบนโยบายที่อาศัยการอุดหนุน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการสอดส่องข้อมูล ซึ่งถูกมองว่าเป็นประเด็นความมั่นคงระดับชาติ ขณะเดียวกันรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังถูกกีดกันด้วยภาษีนำเข้าในระดับสูงอยู่แล้ว แต่ค่ายรถอเมริกันต้องการก้าวต่อไปด้วยคำสั่งห้ามถาวร กลยุทธ์นี้บอกชัดว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าจะชนะศึกต้นทุนและเทคโนโลยีด้วยการแข่งขันในตลาดอย่างเดียว จึงเลือกปิดประตูตั้งแต่ต้นทาง
การผลิตแบบท้องถิ่นและห่วงโซ่อุปทานแบบยืดหยุ่นคือคำตอบใหม่
เมื่อทั้งภาษีรถยนต์อเมริกาและแรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามาพร้อมกัน อุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกาเหนือจึงกำลังปรับตัวสู่รูปแบบการแข่งขันใหม่ที่เน้นการผลิตแบบท้องถิ่น ผู้ผลิตเริ่มให้ความสำคัญกับคำถามว่า รถแต่ละรุ่นจะผลิตที่ประเทศใด ใช้ชิ้นส่วนจากที่ไหน และมีสัดส่วนการผลิตในภูมิภาคเท่าใด เพราะทุกคำตอบผูกกับต้นทุนและความเสี่ยงจากกำแพงภาษีโดยตรง
การมีฐานการผลิตหลายประเทศไม่ใช่เพียงการกระจายความเสี่ยงอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในการสลับกำลังผลิตเพื่อลดผลกระทบเมื่อมีการปรับภาษีหรือเปลี่ยนข้อตกลงการค้า ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า การย้ายฐานผลิตในระยะสั้นทำได้ยาก เพราะแต่ละโรงงานถูกออกแบบให้ผลิตรุ่นต่างกัน มีสายการผลิต ซัพพลายเออร์ และระบบโลจิสติกส์ผูกกันอยู่แล้ว ทำให้ค่ายรถต้องค่อยๆ ทยอยปรับแผนการผลิตและเร่งเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในภูมิภาคมากขึ้น ท้ายที่สุดผู้ชนะไม่ใช่แค่ค่ายที่มีรถดี แต่ต้องเป็นค่ายที่ออกแบบห่วงโซ่อุปทานให้ทนต่อแรงกระแทกจากการเมืองโลกได้ด้วย



