โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเด็กไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือผลผลิตจากระบบอาหารทั้งสังคม
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เด็ก คือกลุ่มโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน และโรคหลอดเลือดสมอง ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากการสะสมพฤติกรรมเสี่ยงระยะยาว เช่น การกินหวาน เค็ม มัน การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดกิจกรรมทางกาย จนกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขและภาระเศรษฐกิจที่กระทบทั้งครอบครัวและประเทศในวงกว้าง แก่นของปัญหาวันนี้ไม่ใช่แค่เด็ก “เลือกผิด” แต่คือสังคมที่ทำให้การเลือกเพื่อสุขภาพดีแทบเป็นไปไม่ได้ ระบบอาหารไทย สุขภาพจึงกลายเป็นสมรภูมิที่เยาวชนต้องต่อสู้กับน้ำหวาน อาหารเค็มจัด และของทอดราคาถูกในทุกซอกมุมชีวิต ขณะเดียวกันสินค้ากลุ่ม “หวาน เค็ม เมา ควัน” ถูกผลักดันผ่านโฆษณาและโปรโมชันอย่างต่อเนื่องในการประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม มีการย้ำว่ากับดักเหล่านี้คือสินค้าที่ทำลายสุขภาพเรื้อรังและกำหนดอนาคตโรคไม่ติดต่อของคนทั้งสังคม.

ตัวเลขสะท้อนวิกฤต: เยาวชนเสี่ยงสูง ขณะที่ประเทศสูญเสียปีสุขภาวะและเม็ดเงินมหาศาล
หากมองผ่านตัวเลข ภาพวิกฤตยิ่งชัดเจน เด็กอายุ 10–19 ปีมีภาวะโรคอ้วนถึงร้อยละ 15.3 ความดันสูงร้อยละ 10 ไขมันไม่ดี LDL สูงถึงร้อยละ 36.1 และมีการสูบบุหรี่ถึงร้อยละ 18.4 ซึ่งหากไม่ลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เด็ก จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต. เมื่อขยายมองทั้งสังคม ข้อมูลปี 2565 ระบุว่าประเทศสูญเสียปีสุขภาวะราว 20.5 ล้าน DALY เทียบเท่ากับการสูญเสียคนวัยแรงงานอายุ 25 ปีที่สุขภาพดีถึง 8 แสนคน. ด้านเศรษฐกิจ ภาระจากกลุ่ม NCDs ทั้งหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง ทำให้เกิดการสูญเสียถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือราว 9.7% ของ GDP จากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและการเจ็บป่วยเรื้อรัง. การบริโภคยาสูบเพียงอย่างเดียวทำให้สูญเสียเม็ดเงิน 352,589 ล้านบาท มากกว่ารายได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า. ตัวเลขเหล่านี้คือเสียงเตือนว่าเราไม่ได้แค่มีเด็กดื่มน้ำหวานมากเกินไป แต่กำลังปล่อยให้โครงสร้างทั้งสังคมกัดกินอนาคตแรงงานและงบประมาณสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง.

เมนูเสี่ยงไม่ได้มาเอง: โครงสร้างการค้าและการตลาดคือเครื่องจักรผลักเยาวชนสู่โรค
การพูดถึง พฤติกรรมเสี่ยง เยาวชน แบบโยนความผิดให้เด็กและครอบครัวเป็นเรื่องที่ง่ายแต่วิธีคิดนี้อันตราย นักวิชาการด้าน Commercial Determinants of Health ชี้ว่า ผู้บริโภคไม่ได้เลือกน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารเค็มจัดในเงื่อนไขที่เป็นธรรม แต่ถูกบีบให้บริโภคผ่านโครงสร้างอำนาจและระบบเชิงพาณิชย์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่ราคาที่ถูกกว่าอาหารดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการโฆษณาโปรโมชันที่เจาะกลุ่มเยาวชนอย่างต่อเนื่อง. ระบบอาหารไทย สุขภาพจึงถูกครอบด้วยนิเวศเชิงพาณิชย์ที่ให้รางวัลกับสินค้าทำลายสุขภาพมากกว่าสินค้าดีต่อร่างกาย ร้านค้าเล็กใหญ่เลือกขายเครื่องดื่มหวานจัด อาหารแปรรูป และขนมกรุบกรอบ เพราะทำกำไรได้ง่ายและมีการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ ขณะที่เด็กเห็นป้าย ลด แลก แจก แถม มากกว่าป้าย “หวานน้อย เค็มน้อย มันน้อย” กรอบคิดที่เน้น “ให้คนเลือกสุขภาพดีด้วยตัวเอง” จึงเป็นการปัดภาระออกจากระบบและปล่อยให้เยาวชนเผชิญกับเครื่องจักรการตลาดเพียงลำพัง.

จากโทษเด็กไปสู่โทษโครงสร้าง: ทำไมเราต้องกล้านำนโยบายภาษีสินค้าอาหารกลับมาเป็นเครื่องมือหลัก
เมื่อโครงสร้างการค้าและระบบอาหารผลักเยาวชนไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การหวังให้ “เด็กปรับพฤติกรรม” โดยลำพังจึงเป็นการวางยาแก้ผิดจุด แพทย์และนักวิชาชีพสุขภาพจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐหันมาเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา โดยใช้ นโยบายภาษีสินค้าอาหาร และสินค้าทำลายสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการบริโภคและลดการเข้าถึง. ข้อเสนอที่เด่นชัดคือการปรับเพิ่มภาษีสำหรับเครื่องดื่มหวาน อาหารโซเดียมสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นิโคติน ให้สะท้อนต้นทุนทางสังคมที่แท้จริง รวมถึงขึ้นค่าใบอนุญาตร้านขายสุราบุหรี่เพื่อลดจำนวนร้านและทำให้เด็กเข้าถึงได้ยากขึ้น. กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแล้วกว่า 40 ฉบับ และแสดงจุดยืนชัดว่ายังไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ พร้อมจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารหวาน มัน เค็ม เพื่อหันระบบอาหารไปสู่การทำให้คนสุขภาพดีได้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่ดีได้เฉพาะผู้ที่มีความรู้และรายได้สูงเท่านั้น.

สรุป: หากไม่เปลี่ยนระบบอาหาร วันนี้คือจุดเริ่มต้นของสังคมที่ทำให้คนป่วยง่ายโดยอัตโนมัติ
วิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเยาวชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสัญญาณว่าระบบอาหารและการตลาดกำลังออกแบบชีวิตให้คนป่วยง่ายกว่ามีสุขภาพดี การปล่อยให้เด็กอายุ 10–19 ปีเติบโตท่ามกลางเมนูหวาน เค็ม เมา ควัน ราคาถูก เข้าถึงง่าย มีโปรโมชันและโฆษณารอบด้าน คือการยอมรับว่าปีสุขภาวะและเม็ดเงินมหาศาลจะยังถูกสูญเสียต่อไปทุกปี. คำตอบจึงไม่ใช่ “อบรมเด็กให้มีวินัย” แล้วจบ แต่ต้องกล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ทำให้ทางเลือกที่ดีแพงและหายาก ขณะที่ทางเลือกที่ทำลายสุขภาพกลับถูกและมีทุกมุมถนน นโยบายภาษีสินค้าอาหารและสินค้าทำลายสุขภาพ การลดการตลาดที่เจาะเยาวชน และการสร้าง Healthy Ecosystem คือทางออกที่เป็นรูปธรรมในการพลิกสังคมจากสังคมที่ทำให้คนป่วยง่าย ไปสู่สังคมที่ทำให้คนสุขภาพดีได้โดยธรรมชาติ หากเราไม่ขยับวันนี้ เด็กในวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องแบกโรค NCDs ไปทั้งชีวิตและเป็นภาระที่เราทุกคนต้องร่วมจ่าย.






