เทศกาลโอเปร่าที่บอกว่าเยาวชนพร้อมแบกงานใหญ่แล้ว
โอเปร่าเยาวชนกรุงเทพ คือคณะอุปรากรที่ก่อตั้งโดยกลุ่มเยาวชนผู้รักโอเปร่าและดนตรีคลาสสิกซึ่งลงมือสร้างพื้นที่ฝึกฝนและผลิตงานโอเปร่ามาตรฐานระดับมืออาชีพด้วยตัวเอง โดยใช้รูปแบบเทศกาลที่รวมการแสดงหลายเรื่องเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทั้งศิลปินและผู้ชมได้สัมผัสกระบวนการทำงานโอเปร่าจริงตั้งแต่การร้อง การบรรเลง ไปจนถึงการกำกับและออกแบบเวทีในระดับที่เข้มข้นกว่าการแสดงเดี่ยวเรื่องเดียว.
เดือนสิงหาคมนี้คณะโอเปร่าเยาวชนกรุงเทพประกาศความกล้าด้วยการจัดเทศกาลโอเปร่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง นำสองโอเปร่าคลาสสิก Orfeo ed Euridice และ Don Pasquale ขึ้นสู่เวทีเดียวกัน ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร. การขยับจากการสร้างผลงานปีละหนึ่งเรื่องไปสู่สองเรื่อง แสดงจุดยืนชัดว่ากลุ่มเยาวชนกลุ่มนี้ไม่ได้เพียง “ลองทำ” แต่กำลังผลักเวทีโอเปร่าท้องถิ่นให้รับงานขนาดเทศกาลได้อย่างภาคภูมิ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมใหม่เข้าถึงโอเปร่าผ่านราคาบัตรที่ตั้งใจให้เหมาะสม โดยบัตรเข้าชมราคา 1,200 บาท และสำหรับนักเรียน นักศึกษา (แสดงบัตร) ราคา 600 บาท.

Orfeo ed Euridice: ตำนานออร์เฟอุสในโลกนีออนและโฮโลแกรม
การเลือกเปิดเทศกาลด้วย Orfeo ed Euridice ผลงานชิ้นเอกจาก Christoph Willibald Gluck ไม่ใช่แค่การคารวะต่อประวัติศาสตร์โอเปร่า แต่คือการประกาศว่าคณะนี้พร้อมใช้คลังเรื่องเล่าคลาสสิกเป็นสนามทดลองทางภาพและการตีความใหม่. การจัดแสดงควบคู่กับบัลเลต์ Don Juan ภายใต้การกำกับของ Darren Royston ยิ่งย้ำว่าพวกเขามองโอเปร่าเป็นงานศิลปะร่วมแขนงที่ต้องให้เสียง ดนตรี และการเคลื่อนไหวเต้นรำสนทนากันบนเวที.
การตีความครั้งนี้พาออร์เฟอุสหลุดจากภาพเทพปกรณัมแบบฉบับสู่โลกเสมือนที่เต็มไปด้วยแสงนีออนและเศษซากโฮโลแกรม การเดินทางลงนรกภูมิค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่เอลิเซียมที่สว่างขึ้นตามการออกแบบท่าเต้นและการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไปในแต่ละมิติของโลกเสมือน. บทออร์เฟอุสแบ่งกันขับร้องโดยอัยยา ชโยธิน นักร้องเสียงคอนทรัลโตผู้ประเดิมเวทีโอเปร่าครั้งแรก และพจน์ปรีชา จักร ชลวิจารณ์ เคาน์เตอร์เทเนอร์ ส่วนมนภทริตา ทองเกิด รับบทยูริดีเช และอารยา ยังคำ กลับมาในบทกามเทพอามอเร โดยมีจรณ์ ยะสะวุฒิ ผู้ก่อตั้งคณะ ทำหน้าที่อำนวยเพลงโอเปร่าครั้งแรกของตนเอง.

Don Pasquale: เมื่อโอเปร่าชวนหัวปะทะโลก AI และโซเชียลมีเดีย
ด้าน Don Pasquale opera ของ Gaetano Donizetti ซึ่งถูกวางเป็นอีกเสาหลักของเทศกาล ก็สะท้อนความทะเยอทะยานชัดไม่แพ้กัน เพราะนี่คือรอบปฐมทัศน์ในประเทศไทยของโอเปร่าชวนหัวระดับคลาสสิกเรื่องนี้. การที่คณะเยาวชนเลือกงานที่ต้องอาศัยทั้งพลังเสียงแบบอิตาเลียนโอเปร่าและจังหวะตลกบนเวทีที่แม่นยำ แปลว่าพวกเขาเชื่อในความพร้อมของทีมทั้งนักร้องและผู้กำกับที่จะรับมือกับงานซับซ้อนเช่นนี้.
Darren Royston ย้ายฉากจากกรุงโรมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มาสู่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน เชื่อมเรื่องเกี้ยวพาราสีและแผนการหลอกลวงของตัวละครเข้ากับประเด็นร่วมสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิทธิพลสื่อสังคมออนไลน์. เมื่อ Don Pasquale กลายเป็นคนรุ่นเก่าที่ต้องเผชิญโลกดิจิทัล เสียงหัวเราะบนเวทีจึงพาให้ผู้ชมย้อนมองชีวิตจริงของตนเอง นักแสดงนำอย่าง Weizhai Gao (Don Pasquale), ปุณยนุช (ฟีน่า) วัฒนวินิน (Norina), วรวีร์ ทรายคำ (Ernesto), จรณ์ ยะสะวุฒิ (Dr. Malatesta) และกนกพล คุณพิทักษ์ (Notaro) ทำงานภายใต้การอำนวยเพลงของวรปรัชญ์ “มิกกี้” วงศ์สถาพรพัฒน์ ช่วยดึงคาแรกเตอร์ร่วมสมัยของเรื่องออกมาได้ชัดเจน.

ตารางการแสดงและความหมายของการขึ้นเวทีในฐานะเยาวชน
การจัดตารางแสดงของเทศกาลนี้ถูกออกแบบให้ผู้ชมเลือกสัมผัสโลกโอเปร่าคลาสสิกได้หลายมิติ Orfeo ed Euridice / Don Juan มีรอบวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 17.30 น., 20 สิงหาคม เวลา 18.00 น. และ 22 สิงหาคม เวลา 17.30 น. ขณะที่ Don Pasquale จัดแสดงวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 17.30 น. และ 21 สิงหาคม เวลา 18.00 น.. การวางรอบสลับกันเช่นนี้ทำให้ผู้ชมสามารถเปรียบเทียบสองโทนของโอเปร่าได้ทั้งด้านโศกนาฏกรรมเชิงกวีและความขบขันเสียดสีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน.
สิ่งที่ทำให้เทศกาลโอเปร่านี้น่าจับตาเป็นพิเศษคือมันพิสูจน์ว่าคำว่า “โอเปร่าเยาวชนกรุงเทพ” ไม่ใช่ป้ายย่อส่วนคุณภาพ แต่เป็นคำประกาศความรับผิดชอบทางศิลปะของศิลปินรุ่นใหม่ที่กล้ารับโจทย์ยากตั้งแต่ชื่อเรื่องไปจนถึงรูปแบบการตีความและการทำงานระดับมืออาชีพ. ราคาบัตรที่ตั้งใจให้เข้าถึงได้ ประกอบกับการสื่อสารผ่าน Instagram: @bkkyouthopera และ Facebook: Bangkok Youth Opera แสดงชัดว่าคณะนี้ไม่ต้องการให้โอเปร่าเป็นศิลปะของคนกลุ่มเล็กอีกต่อไป แต่เป็นประสบการณ์ร่วมที่คนทุกกลุ่มเข้ามาเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับศิลปินบนเวที.

บทสรุป: เทศกาลโอเปร่าที่วางเดิมพันกับอนาคต
เมื่อมองภาพรวม เทศกาลโอเปร่าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโปรแกรมแสดงสองเรื่อง แต่คือแถลงการณ์ทางศิลปะของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าโอเปร่ายังมีแรงสั่นสะเทือนในสังคมร่วมสมัย หากกล้าตีความใหม่อย่างซื่อสัตย์ต่อเนื้อหาเดิมและประสบการณ์ชีวิตปัจจุบัน. Orfeo ed Euridice ในโลกนีออนและโฮโลแกรมจับคู่กับ Don Pasquale opera ที่พูดถึง AI และโซเชียลมีเดีย ทำให้เทศกาลนี้กลายเป็นบทสนทนาใหญ่ระหว่างมรดกคลาสสิกและโลกดิจิทัล.
ในทางหนึ่ง โอเปร่าเยาวชนกรุงเทพกำลังพิสูจน์ว่าการให้เยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ได้ลดทอนมาตรฐานงานคลาสสิกลง แต่กลับเติมพลังให้รูปแบบเก่าแก่มีลมหายใจใหม่ชัดกว่าเดิม. หากเทศกาลโอเปร่านี้ทำให้คนเพียงกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นอยากร้อง อยากบรรเลง หรืออยากลองจัดโอเปร่าด้วยตัวเอง นั่นก็คือชัยชนะที่ไปไกลกว่าปรบมือหลังม่านปิด และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมโอเปร่าที่เติบโตจากมือเยาวชนอย่างแท้จริง.
