ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไม 33% ของแรงงานกังวลว่า AI แย่งงาน และใครเสี่ยงสุด

ทำไม 33% ของแรงงานกังวลว่า AI แย่งงาน และใครเสี่ยงสุด
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

AI แย่งงาน คืออะไร และทำไมความกลัวจึงพุ่งสูง

AI แย่งงาน คือความกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการต่างๆ ทั้งงานสำนักงาน งานสร้างสรรค์ งานบริการ และงานวิเคราะห์ข้อมูล ส่งผลให้จำนวนตำแหน่งงานเดิมลดลง คนจำนวนมากอาจต้องเปลี่ยนสายงาน หรือพัฒนาทักษะใหม่เพื่ออยู่รอดในตลาดแรงงาน AI ที่แข่งขันสูง ความกลัวนี้มักถูกกระตุ้นเมื่อเห็นตัวอย่างการใช้ AI แทนคนในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเขียนเอกสาร ตอบลูกค้า ไปจนถึงสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ วันที่ 16 กันยายน 2569 หน่วยวิจัย RealWatch Lab เปิดผลสำรวจความกังวลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับ AI พบว่าประเด็นเรื่องตกงานเพราะ AI ทำงานแทนคนถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 33.35% โดยมีข้อความลักษณะว่า “ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ” สะท้อนว่าการใช้หรือไม่ใช้ AI เริ่มกลายเป็นเส้นแบ่งโอกาสในตลาดแรงงาน ความกลัวจึงไม่ได้เกิดจากจินตนาการ แต่ผูกติดกับประสบการณ์จริงที่เห็นรอบตัวว่าหน้าที่บางอย่างถูกลดคนลงแล้วให้ระบบอัตโนมัติรับช่วงต่อ

งานที่เสี่ยงต่อ AI สูงสุด ไม่ใช่แค่รูทีน แต่รวมถึงงานสร้างสรรค์และงานเอกสาร

เมื่อพูดถึงงานที่เสี่ยงต่อ AI หลายคนมักคิดถึงงานรูทีนในออฟฟิศหรือฝ่ายหลังบ้าน แต่ข้อมูลการใช้งานจริงกลับชี้ว่าความเสี่ยงลุกลามไปถึงงานสร้างสรรค์และงานเอกสารอย่างชัดเจน การสำรวจการใช้งาน AI พบว่า 36.01% ของผู้ตอบใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ เช่น ทำคลิปวิดีโอสื่อการสอน เล่นเกมวางแผน และทำคลิปขายของออนไลน์ ขณะที่ 31.07% ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยจัดทำและปรับปรุงเอกสารในการทำงาน นี่คือคำยืนยันว่าทั้งสองกลุ่มงานกำลังถูก AI แทรกตัวเข้าไปในขั้นตอนหลัก ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องเล็กน้อย ในระดับสากล AI Boom กำลังลดจำนวนงานสำนักงานและงานสนับสนุนธุรการที่มีขั้นตอนชัดเจนและซ้ำซ้อน โดยมีการคาดการณ์ว่าตำแหน่งประเภทนี้จะหายไปรวม 752,000 ตำแหน่งภายในปี 2578 เมื่อเชื่อมโยงภาพทั้งสองด้าน จะเห็นว่ากลุ่มงานสร้างสรรค์ งานเอกสาร และงานรูทีนออฟฟิศล้วนอยู่ในโซนเสี่ยงต่อ AI แย่งงาน เพราะ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบงาน ทำซ้ำด้วยความเร็วสูง และปรับผลลัพธ์ตามโจทย์ที่มนุษย์สั่ง ความกลัวของแรงงานจึงมีฐานข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

ตลาดแรงงาน AI ไม่ได้มีแต่ด้านมืด งานรูทีนหายแต่งานชิปและดาต้าเซ็นเตอร์พุ่ง

ถ้ามอง AI แค่ในมุมที่เข้ามาแทนคน ภาพจะดูมืดมนเกินจริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดแรงงานคือการเคลื่อนย้ายงานครั้งใหญ่ งานสำนักงานและงานบริการหลังบ้านที่อาศัยขั้นตอนซ้ำๆ เริ่มถูกลดคนลง แต่ในเวลาเดียวกัน AI สร้างดีมานด์ใหม่มหาศาลตั้งแต่ตำแหน่งวิศวกร AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ไปจนถึงช่างไฟฟ้า ช่างระบบทำความเย็น และแรงงานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านชิป เซิร์ฟเวอร์ และศูนย์ข้อมูลทำให้ตำแหน่งงานด้านเทคนิคและงานภาคสนามเพิ่มขึ้นเหนือแนวโน้มเดิมหลายแสนตำแหน่ง เมื่อมีการติดตั้งและดูแลอุปกรณ์จำนวนมาก งานช่างเทคนิคและวิศวกรจึงกลายเป็นเส้นทางอาชีพที่ได้แรงส่งจาก AI โดยตรง ในอีกด้านหนึ่ง ภาพรวมการจ้างงานยังแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกลับไม่ยุบตัวตามความกลัว เดือนสิงหาคมมีการเพิ่มการจ้างงาน 162,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานเพียง 4.1% ซึ่งต่ำกว่าช่วงส่วนใหญ่ของครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงนี้บอกเราว่า AI ทำให้บางงานหายไป แต่ไม่ได้ทำให้มนุษย์หมดงาน มันผลักให้ตลาดแรงงานปรับโครงสร้างไปสู่ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ใครมองทันก็มีโอกาสย้ายไปอยู่ฝั่งงานที่โตตามกระแส AI

ทำไมทักษะ AI ที่จำเป็น กลายเป็นตัวชี้ชะตาโอกาสรอดในยุคใหม่

คำพูดที่ว่า “ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ” จากข้อความของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจมากกว่าคำขู่ เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในงานสร้างสรรค์และงานเอกสารเป็นสัดส่วนสูง คนทำงานที่ไม่รู้วิธีใช้เครื่องมือเหล่านี้จะทำงานช้ากว่า ผลิตภาพต่ำกว่า และมีต้นทุนแรงงานสูงกว่าเพื่อนร่วมงานที่ใช้ AI เป็น ความต่างนี้ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย แต่เป็นช่องว่างที่ถูกแปลงเป็นเหตุผลในการปรับลดคนในงานรูทีน และในการเลือกอับเกรดตำแหน่งไปสู่บทบาทที่ทำงานคู่กับ AI ในตลาดแรงงาน AI ทักษะที่จำเป็นจึงไม่ใช่แค่การเขียนโปรแกรมหรือเข้าใจอัลกอริทึมระดับลึก แต่คือความสามารถในการตั้งคำสั่งให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ รู้ว่าเมื่อไรควรใช้ AI ช่วย เมื่อไรควรตัดสินใจเอง และตรวจสอบข้อผิดพลาดในผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ คนที่มอง AI เป็นคู่มือเพิ่มความเร็วงานจะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีส่งเสริมอาชีพ ขณะที่คนที่มองแต่ด้าน AI แย่งงานแต่ไม่ยอมพัฒนาทักษะ อาจติดอยู่ในกลุ่มงานที่ถูกตัดลดมากที่สุด

สรุป: จากความกลัวสู่การวางยุทธศาสตร์งานของตัวเองในตลาดแรงงาน AI

เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความกลัวว่า AI แย่งงานไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่ก็ไม่ใช่คำตัดสินว่ามนุษย์จะหมดความหมาย งานที่เสี่ยงต่อ AI เช่น งานสร้างสรรค์เชิงรูทีน งานเอกสาร และงานสำนักงานหลังบ้านกำลังถูกปรับลด ด้วยศักยภาพของระบบอัตโนมัติและ AI Agent ที่จัดการขั้นตอนซ้ำๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกัน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชิปและดาต้าเซ็นเตอร์กลับสร้างงานใหม่จำนวนมากในสายเทคนิคและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง สำหรับคนทำงาน การตอบโจทย์ตลาดแรงงาน AI ไม่ใช่การหนีเทคโนโลยี แต่คือการใช้มันเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพของตัวเอง งานที่เสี่ยงต่อ AI มักมีจุดร่วมคือสามารถเขียนเป็นขั้นตอนชัดเจนและส่งให้ระบบทำแทนได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมคือย้ายตัวเองออกจากงานที่ทำแค่ตามขั้นตอน ไปสู่งานที่ต้องคิด วิเคราะห์ ออกแบบ และกำกับ AI ให้ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ถ้าเรายอมรับว่าทักษะ AI ที่จำเป็นเป็นเรื่องไม่อาจเลี่ยง ก็ถึงเวลาเปลี่ยนจากความกลัวมาเป็นแผนพัฒนาอาชีพในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกออฟฟิศ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!