ภาษีสุขภาพบนหวาน เค็ม เมา ควัน ทางออกคู่สุขภาพและรายได้รัฐ

ภาษีสุขภาพบนหวาน เค็ม เมา ควัน ทางออกคู่สุขภาพและรายได้รัฐ
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ภาษีสุขภาพคืออะไร และทำไมต้องเริ่มจากหวาน เค็ม เมา ควัน

ภาษีสุขภาพ คือ นโยบายการจัดเก็บภาษีต่อสินค้าและบริการที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น อาหารหวาน เค็ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ เพื่อทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น ลดการเข้าถึงของประชาชน และนำรายได้ภาษีไปใช้สนับสนุนระบบสาธารณสุขและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว โดยมีเป้าหมายให้คนปรับพฤติกรรมบริโภคและลดภาระโรคลงอย่างยั่งยืน

บนเวทีประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24 ผู้แทนหน่วยงานด้านสาธารณสุข นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายได้เสนอให้รัฐบาลเดินหน้าจัดเก็บภาษีสุขภาพต่อสินค้า “หวาน-เค็ม-เมา-ควัน” อย่างจริงจัง เพื่อลดการเข้าถึงสินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรค NCDs ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคเหล่านี้แตะระดับ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนชัดเจนว่า การปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางราคาและภาษี คือทางเลือกที่แพงที่สุดสำหรับสังคม นี่คือจุดที่การจัดเก็บภาษีสุขภาพไม่ใช่แค่ตัวเลือกเชิงนโยบาย แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสุขภาพสาธารณะ

โรค NCDs ราคาที่แพงเกินกว่าจะปล่อยให้พฤติกรรมบริโภคกำหนด

โรค NCDs อย่างความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากไวรัสหรือเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งการกินหวาน มัน เค็ม การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ “โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 3-4 แสนคน” นี่คือคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญที่สะท้อนภาระมหาศาลของระบบสาธารณสุขและครอบครัวจำนวนมาก

เมื่อเชื่อมกับข้อมูลว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ภาพก็ชัดว่าโครงสร้างราคาปัจจุบันกำลังเอื้อให้คนเข้าถึงสินค้าที่ทำลายสุขภาพได้ง่ายเกินไป การพึ่งพาการรณรงค์ “กินน้อย ดื่มน้อย เลิกบุหรี่” แบบสมัครใจเพียงอย่างเดียวพิสูจน์แล้วว่าไม่พอ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่เริ่มมีภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น หากรัฐไม่กล้าใช้ภาษีสุขภาพเป็นเครื่องมือจริงจัง ก็เท่ากับยอมรับว่าชีวิตคนหลายแสนคนต่อปีแลกกับสินค้าราคาถูกที่ไม่จำเป็นต้องถูกขนาดนั้น

ภาษีโซเดียมและการลดบริโภคเค็ม อาวุธใหม่ป้องกันโรคหัวใจ

การลดบริโภคเค็มไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยม แต่คือการป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรังโดยตรง เครือข่ายลดบริโภคเค็มชี้ว่าปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเกือบสองเท่า ผลคือแนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเด็กอายุ 10-19 ปี ที่มีภาวะความดันเลือดสูงราว 10% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาปัจเจก แต่คือโครงสร้างอาหารในสังคมที่ “เค็มเกินไป” ในแทบทุกเมนู

งานรณรงค์ให้ลดเค็มเพียงอย่างเดียวถูกยอมรับแล้วว่า“ทำได้แค่ชะลอโรคในผู้ป่วยเดิม ไม่ลดผู้ป่วยรายใหม่” จึงมีข้อเสนอชัดให้ปรับจากการขอความร่วมมือ ไปสู่การใช้กฎหมายอย่างภาษีโซเดียมควบคู่กับการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ นักวิชาการเสนอ “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า” กำหนดเพดานโซเดียมขั้นต่ำเพื่อไม่กระทบสินค้าทั่วไป แต่เก็บภาษีสูงขึ้นตามความเค็ม เพื่อกดดันให้ผู้ผลิตลดโซเดียมลงอย่างต่อเนื่อง นี่คือการออกแบบระบบอาหารใหม่ให้การ “ลดบริโภคเค็ม” ไม่ใช่ภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของอุตสาหกรรมและรัฐร่วมกันในการป้องกันโรคหัวใจและโรค NCDs ในระยะยาว

Salt Meter ภายใน 2-5 ปี และมาตรการภาษีที่มากกว่าการหาเงินเข้าคลัง

แผนในช่วง 2-5 ปีข้างหน้าถูกวางไว้อย่างชัดเจน เครือข่ายลดบริโภคเค็มคาดว่าจะมีทั้งสารทดแทนเกลือและเครื่องมือวัดความเค็มหรือ Salt Meter กระจายอยู่ในชุมชน 20,000 เครื่องทั่วประเทศ การมีมาตรฐานการวัดรสเค็มที่ตรวจสอบได้ จะช่วยให้มาตรการภาษีโซเดียมและเกณฑ์โซเดียมมาตรฐานมีฐานข้อมูลรองรับ ไม่ใช่การออกกฎหมายแบบลอยๆ อีกต่อไป นี่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนภาษีสุขภาพให้จับต้องได้

ในภาพใหญ่ องค์การอนามัยโลกระบุว่าภาษีเพื่อสุขภาพเมื่อออกแบบดี จะช่วยลดการบริโภคสินค้าเสี่ยง ลดการเจ็บป่วยจากโรค NCDs ประหยัดค่ารักษาพยาบาล และบังคับให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรลดน้ำตาล แอลกอฮอล์ หรือโซเดียมลง ขณะเดียวกันยังเพิ่มรายได้ให้รัฐได้ด้วย แนวคิด “3 by 35” ที่ผลักดันให้เพิ่มราคาขายปลีกบุหรี่ สุรา และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอย่างน้อย 50% ภายในปี 2035 ผ่านกลไกภาษี ก็เป็นทิศทางเดียวกัน ภาษีสุขภาพจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการคลัง แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดภาระโรคและสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

จากภาษียาสูบสู่ภาษีสุขภาพครบวงจร โอกาส Win-Win ที่ห้ามพลาด

ประสบการณ์จากภาษียาสูบพิสูจน์แล้วว่าภาษีสุขภาพใช้ได้ผล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขชี้ว่ามีนักสูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน หรือ 17.4% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป และการขึ้นภาษีตามปริมาณเป็น 35 บาทต่อซอง สามารถทำให้คนเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ลดการเสียชีวิตได้ 59,056 คน และเพิ่มรายได้ภาษีบุหรี่ให้รัฐอีก 25.46% นี่คือหลักฐานว่าภาษีที่ออกแบบดีสามารถเป็น “ทางออกแบบ Win-Win” ลดทั้งจำนวนผู้ป่วยและเพิ่มรายได้รัฐไปพร้อมกัน

คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรมีภาษีสุขภาพหรือไม่ แต่คือจะกล้าออกแบบภาษีต่อสินค้าหวาน เค็ม เมา ควันให้เข้มข้นแค่ไหน เพื่อให้สอดคล้องกับภาระโรค NCDs ที่กำลังบานปลาย รัฐบาลมีโอกาสใช้ภาษีสุขภาพเป็นด่านหน้าในการป้องกันโรคหัวใจและโรคจากพฤติกรรมทั้งระบบ โดยใช้รายได้จากภาษีสนับสนุนบริการสาธารณสุขและมาตรการป้องกันเชิงรุก หากพลาดจังหวะนี้ ภาระ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี จะไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่จะกลายเป็นความสูญเสียจริงของชีวิตและเศรษฐกิจที่ยากจะแก้คืนได้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Seagull เครื่องปั่นพกพาสุดสมาร์ท ตอบโจทย์สายรักสุขภาพยุคใหม่

Seagull เครื่องปั่นพกพาสุดสมาร์ท ตอบโจทย์สายรักสุขภาพยุคใหม่

ทิป เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องโชคลางในชีวิตประจำวัน ที่คนยังทำกันจนถึงปัจจุบัน

ความเชื่อเรื่องโชคลางในชีวิตประจำวัน ที่คนยังทำกันจนถึงปัจจุบัน

มุม วัฒนธรรมดั้งเดิม26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องกิเลน สัตว์มงคลที่เชื่อว่านำความสงบสุขมาให้

ความเชื่อเรื่องกิเลน สัตว์มงคลที่เชื่อว่านำความสงบสุขมาให้

ทิป การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องปลาคาร์ปกับความพยายาม สัญลักษณ์ของความสำเร็จในวัฒนธรรมเอเชีย

ความเชื่อเรื่องปลาคาร์ปกับความพยายาม สัญลักษณ์ของความสำเร็จในวัฒนธรรมเอเชีย

มุม ปลาสวยงาม26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลก

ความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลก

มุม ธรรมชาติและทิวทัศน์26 มี.ค. 2569
สะพายกระเป๋าข้างเดียวทุกวัน ระวังไหล่พังแบบไม่รู้ตัว

สะพายกระเป๋าข้างเดียวทุกวัน ระวังไหล่พังแบบไม่รู้ตัว

ทิป การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี26 มี.ค. 2569
Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!