แคมเปญ Fall-Winter 2026 คือสนามทดลองตัวตนของแบรนด์และคนดู
แคมเปญ Fall-Winter 2026 คือการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่นโลกที่ใช้ภาพลักษณ์ คนดัง และแนวคิดทางวัฒนธรรมเพื่อเล่าเรื่องราวของคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยไม่หยุดอยู่แค่การนำเสนอสินค้า แต่ขยายไปสู่การสำรวจตัวตน ความหลากหลาย และความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อผ้ากับชีวิตของผู้คนผ่านงานภาพถ่าย วิดีโอ และกิจกรรมร่วมกับชุมชนในเมืองต่างๆ ทั่วโลก แคมเปญจึงทำหน้าที่เป็นเวทีทดลองที่ให้ทั้งแบรนด์และผู้ชมได้ตีความความหมายของแฟชั่นในมิติใหม่ที่ลึกและส่วนตัวมากขึ้น จุดสำคัญของฤดูกาลนี้คือการเปลี่ยนแคมเปญจากโฆษณาเชิงสินค้าไปเป็นบทสนทนาเรื่องตัวตนและวัฒนธรรม เราเห็นชัดจากแคมเปญของ MARITHÉ+FRANÇOIS GIRBAUD ที่ใช้ VERNON เป็นตัวนำเรื่องเล่าในคอลเลกชัน 26FW ผ่านแนวคิด ‘Blue Hour: The 7th Afternoon’ ซึ่งหยิบช่วงเวลารอยต่อระหว่างวันและคืนมาเป็นสัญลักษณ์ของความสงบและความเป็นส่วนตัวของตัวตน ขณะที่ Diesel ใช้แคมเปญ Multiplicities พาผู้ชมเดินทางข้ามพรมแดนสำรวจความหลากหลายของชุมชนและวัฒนธรรม โดยยึดคุณค่าเรื่องเสรีภาพ การแสดงออกถึงตัวตน และการเปิดกว้างเป็นแกนหลักของแบรนด์

Blue Hour ของ MARITHÉ+FRANÇOIS GIRBAUD เมื่อรอยต่อของวันกลายเป็นรอยต่อของตัวตน
สิ่งที่น่าสนใจในแคมเปญ 26FW กับ VERNON คือการใช้เวลาช่วง ‘Blue Hour’ เป็นภาษาเล่าความรู้สึกของคนเมืองยุคนี้ที่โหยหาความสงบและพื้นที่ส่วนตัว เมื่อเส้นแบ่งระหว่างกลางวันและกลางคืนเริ่มเลือนหาย บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลง และช่วงเวลาสั้นๆ นี้ถูกตีความเป็นช่วงที่ตัวตนจริงของเราเริ่มปรากฏชัด แนวคิด ‘The 7th Afternoon’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเลข 07 ในจังหวะที่ชีวิตประจำวันได้หยุดพัก จึงไม่ใช่แค่ชื่อคอนเซ็ปต์ แต่เป็นการชวนตั้งคำถามว่า ตัวตนของเราปรากฏชัดที่สุดในเวลาที่หยุดวิ่งตามโลกหรือไม่ อารมณ์ความรู้สึกเที่ยงแท้และท่วงท่าผ่อนคลายภายใต้แสงสุดท้ายของวัน ถูกนำมาเชื่อมกับดีเอ็นเอของแบรนด์ที่เน้นความเรียบง่ายและสวมใส่ได้จริง เพื่อให้แฟชั่นเข้าถึงอารมณ์มากกว่าทำตัวเป็นเปลือกภายนอกของบุคลิกภาพ สำหรับคนดู การได้เห็น VERNON ทำหน้าที่คล้ายตัวแทนของช่วงเวลานี้ ทำให้แคมเปญเข้าใจง่ายและจับต้องได้มากขึ้น แฟนๆ สามารถไปค้นพบความงดงามของช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ และได้กลับมาเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ผ่านมุมมองของ VERNON และดีเอ็นเอของแบรนด์ได้ที่ร้าน Marithé+François Girbaud ทุกสาขา รวมถึงติดตามข้อมูลข่าวสารผ่าน Facebook Instagram และ LINE Official Account ของแบรนด์

Diesel Multiplicities campaign แฟชั่นที่เดินทางไปพร้อมความหลากหลายของโลก
ด้าน Diesel เลือกเดินอีกเส้นทาง แต่สื่อสารธีมคล้ายกันเรื่องตัวตนและเสรีภาพ แคมเปญ Multiplicities เปิดตัวรับฤดูกาล Fall-Winter 2026 ในฐานะการเดินทางรอบโลกอย่างสร้างสรรค์และมีสไตล์ โดยส่งคัตเอาต์ขนาดเท่าตัวจริงของนางแบบนายแบบในลุคคอลเลกชั่นไปยังเมืองต่างๆ แล้วปล่อยให้ผู้คนและช่างภาพท้องถิ่นเข้ามาตีความและสร้างภาพใหม่ในบริบทของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้แคมเปญกลายเป็นการสำรวจความหลากหลายของชุมชนและวัฒนธรรมที่มีร่วมกันมากกว่าการกำหนดภาพเดียวจากส่วนกลาง Diesel สะท้อนคุณค่าหลักของแบรนด์อย่างเสรีภาพ ความหลากหลาย และการเปิดกว้าง ผ่านฉากจริงตั้งแต่ถนน ดาดฟ้า ชายหาด ตลาด ไปจนถึงแลนด์มาร์กสำคัญในเมืองใหญ่ทั่วโลก แคมเปญนี้เป็นการก้าวข้ามพรมแดนและเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินต่อไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกเมืองในเส้นทาง ตั้งแต่ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ ไคโร ริโอเดจาเนโร ไปจนถึงนิวเดลี ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ช่วยเผยเสน่ห์และมุมมองอันหลากหลายของคอลเลกชั่นผ่านผู้คน วัฒนธรรม และบรรยากาศของแต่ละสถานที่ แบรนด์ชี้ให้เห็นว่าเสื้อผ้าเดียวกันเมื่อไปอยู่ในเมืองต่างกัน จะสร้างความหมายใหม่ และนี่คือหัวใจของ Multiplicities ที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในแคมเปญมากกว่าการเป็นผู้ชมจากระยะไกล คอลเลกชั่นล่าสุด Fall-Winter 2026 สามารถร่วมเฉลิมฉลองเสรีภาพและการแสดงออกถึงตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ DIESEL ทุกสาขา และผู้สนใจยังอัปเดตข่าวสารและเทรนด์แฟชั่นของแบรนด์ได้ผ่าน Instagram และ LINE Official Account
เมื่อ celebrity fashion ambassador กลายเป็นหัวใจของตัวตนแบรนด์
ทั้งสองกรณีสะท้อนเทรนด์สำคัญในโลกแฟชั่นยุคนี้ คือบทบาทของ celebrity fashion ambassador ที่ไม่ได้เป็นแค่หน้าตัวแทนโปรโมต แต่กลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างคอนเซ็ปต์แคมเปญกับประสบการณ์ของแฟนๆ ในชีวิตจริง คอลเลกชัน 26FW ของ MARITHÉ+FRANÇOIS GIRBAUD ถูกนำเสนอผ่านตัวตนของ VERNON อย่างชัดเจน แฟนที่ติดตามเขาจึงเข้าถึงเรื่องเล่า Blue Hour ได้ผ่านบุคลิกและภาพจำที่คุ้นเคย การเลือกคนดังจากวงการบันเทิง ไม่ว่าจะจาก K-pop หรือสายอื่น ทำให้แบรนด์พูดภาษาเดียวกับคนรุ่นใหม่ที่เสพวัฒนธรรมป็อปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แคมเปญจึงทำหน้าที่คล้ายซีรีส์หรือมิวสิกวิดีโอ ที่เล่าการเติบโต การพัก และการหาตัวตน ผ่านแฟชั่นแทนการโฆษณาแบบตรงไปตรงมา ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการใช้ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างแฟนกับคนดังเชื่อมโยงมาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนกับแบรนด์ ให้เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือบอกตัวตนมากกว่าการบอกสถานะทางสังคม สำหรับผู้บริโภค ผลคือเราตัดสินใจเลือกแบรนด์จากภาพของชีวิตที่อยากใช้ มากกว่ารายละเอียดเชิงเทคนิคของสินค้าเพียงอย่างเดียว แบรนด์ที่เข้าใจจุดนี้จะไม่หยุดอยู่แค่การเลือกหน้าตาที่ดังที่สุด แต่ต้องเลือกคนดังที่มีตัวตนสอดคล้องกับคุณค่าที่แบรนด์ต้องการเล่าอย่างต่อเนื่อง

จากสินค้าเป็นเรื่องเล่า แล้วผู้บริโภคควรถามอะไรกับแฟชั่นยุคใหม่
สิ่งที่แคมเปญ Fall-Winter 2026 ของแบรนด์แฟชั่นโลกกำลังทำร่วมกัน คือการผลักแฟชั่นให้หลุดจากกรอบการขายเสื้อผ้าไปเป็นการตั้งคำถามทางปรัชญาและวัฒนธรรม Blue Hour พูดถึงช่วงเวลาที่เรากลับมาอยู่กับตัวเองอย่างสงบ และตั้งคำถามว่าตัวตนแท้จริงของเราปรากฏเมื่อไร ส่วน Diesel Multiplicities สะท้อนว่าตัวตนไม่ได้มีแบบเดียว แต่ถูกหล่อหลอมจากเมืองที่เราอยู่ ชุมชนที่เราใช้ชีวิต และมุมมองที่เราใช้มองโลก เมื่อแคมเปญมีชั้นเชิงมากขึ้น ผู้บริโภคก็มีโอกาสใช้แฟชั่นเป็นพื้นที่ทดลองตัวตน แทนที่จะรู้สึกว่าเสื้อผ้าเป็นมาตรฐานที่ต้องตามให้ทัน การไปร้าน Marithé+François Girbaud หรือ DIESEL ทุกสาขาในช่วงฤดูกาลนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่เป็นการลองสัมผัสว่า เรื่องเล่าของแต่ละแบรนด์ตรงกับเรื่องเล่าชีวิตของเราหรือไม่ และการติดตามช่องทางออนไลน์อย่าง Facebook Instagram และ LINE Official Account ช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของแคมเปญเหมือนติดตามซีรีส์เรื่องหนึ่งอย่างต่อเนื่อง คำถามที่ผู้บริโภคยุคนี้ควรถามกับแฟชั่นคือ เสื้อผ้าที่เราใส่กำลังเล่าเรื่องอะไรให้โลกฟัง และเราเห็นตัวเองอยู่ตรงไหนในเรื่องเล่านั้น เมื่อแบรนด์ย้ายจุดโฟกัสจากการขายสินค้าไปสู่การเล่าเรื่องตัวตน ก็ถึงเวลาที่เราต้องรับบทมากกว่าผู้ซื้อ แต่เป็นผู้ร่วมเขียนบทให้กับแฟชั่นในชีวิตประจำวันของตัวเอง






