การเข้าถึงบริการสุขภาพฉุกเฉินช่วงน้ำท่วมคืออะไร และสำคัญอย่างไร
การเข้าถึงบริการสุขภาพฉุกเฉินช่วงน้ำท่วมคือความสามารถของประชาชนโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังในการได้รับการรักษา รับยา และบริการจำเป็นจากหน่วยบริการสุขภาพที่ยังเปิดทำการทั้งในและนอกพื้นที่เดิม โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้การรักษาขาดตอนและลดความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของโรคเดิม รวมถึงการมีช่องทางติดต่อประสานงาน รถรับส่ง และการดูแลถึงบ้านสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเดินทางเองได้ในภาวะวิกฤตน้ำท่วม มุมมองที่ไม่ควรมองข้ามคือ น้ำท่วมไม่ใช่เหตุให้การรักษาหยุด แต่เป็นบททดสอบว่าระบบสุขภาพจะคุ้มครองคนป่วยได้จริงหรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่คำสั่งของรัฐและการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถูกเน้นย้ำให้ดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยไต การที่หน่วยบริการต้องหยุดจากน้ำท่วมหรือถนนถูกตัดขาดไม่ควรแปลว่า “หมดหนทางรักษา” แต่ควรแปลว่า “ถึงเวลาย้ายสิทธิไปใช้ที่หน่วยอื่นให้เร็วที่สุด” เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องฉุกเฉินยังเดินหน้าได้ตามเป้าไม่ว่าฝนจะหนักแค่ไหน
6 สิทธิบัตรทองช่วงน้ำท่วมที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องใช้ให้เป็น
หัวใจของการอยู่รอดสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังฝนหนักไม่ใช่แค่ความอดทน แต่คือการรู้สิทธิและใช้สิทธิให้ถูกเวลา แนวทางที่ถูกประกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุชัดว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่น้ำท่วมต้องไม่ปล่อยให้การรักษาและการรับยาต่อเนื่องสะดุด 6 สิทธิสำคัญที่ควรยึดเป็นคู่มือมีดังนี้ 1 ไปโรงพยาบาลประจำไม่ได้ สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นได้ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ครอบคลุมผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยหน่วยบริการที่ให้บริการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ 2 ยาใกล้หมดอย่าหยุดเอง หน่วยบริการมีอำนาจปรับรอบการรับยา ขยายช่วงเวลา หรือเพิ่มจำนวนยาและเวชภัณฑ์ตามความจำเป็นของแต่ละราย เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องแม้น้ำจะท่วมสูง 3 หากมีอาการฉุกเฉินวิกฤต เช่น หอบหืดรุนแรง อัมพาตเฉียบพลัน หรืออาการหัวใจขาดเลือด อย่ามัวรอคิวสิทธิ ให้โทร 1669 ทันทีเพื่อเข้ารับบริการตามสิทธิ UCEP ในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด 4 ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หากเดินทางไปฟอกไตตามนัดไม่ได้ต้องรีบติดต่อหน่วยที่รักษาอยู่ สปสช.เปิดให้หน่วยบริการเพิ่มจำนวนเตียงหรือขยายเวลาให้บริการฟอกไต เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องย้ายจากหน่วยเดิม 5 ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิงยังต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง สามารถประสานขอรับบริการจากหน่วยบริการอื่นช่วงเกิดภัยพิบัติได้ ขณะที่กองทุนท้องถิ่นสนับสนุนบริการจำเป็น เช่น พาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ ผ้าอ้อม และแผ่นรองซับ เพื่อไม่ให้การดูแลสะดุด 6 ประชาชนสิทธิบัตรทองที่ได้รับผลกระทบและมีปัญหาในการเข้ารับบริการ สามารถโทรสายด่วน สปสช. 1330 ฟรี 24 ชั่วโมง เพื่อสอบถามหรือขอให้ประสานความช่วยเหลือ เป็นหมายเลขที่ทุกบ้านควรติดข้างโทรศัพท์ในช่วงหน้าฝน
เมื่อโรงพยาบาลปิดแต่โรคไม่หยุด: ทางออกของผู้ป่วยไต เบาหวาน ความดัน
ภาพโรงพยาบาลประจำถูกน้ำล้อม ถนนถูกตัดขาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คำถามที่น่ากังวลกว่าคือ ผู้ป่วยไต เบาหวาน และความดันโลหิตสูงจะทำอย่างไรเมื่อวันนัดมาถึงแล้วไปไม่ถึง โดยคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้กำชับว่าสิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนได้รับการรักษาที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับบริการหรือรับยาเป็นประจำ ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ถูกน้ำท่วมปิดทางไปหน่วยบริการเดิมมีทางเลือกมากกว่าที่คิด หน่วยบริการอื่นที่ยังเปิดอยู่ทั้งในและต่างจังหวัดพร้อมรับผู้ป่วยที่ย้ายสิทธิชั่วคราว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้ป่วยฟอกไต ตัวอย่างจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมในเขตเมืองพบว่ามีหน่วยฟอกไตแห่งหนึ่งต้องปิดชั่วคราว แต่ผู้ป่วยทั้งหมด 26 รายได้รับการส่งต่อไปยังหน่วยบริการใกล้เคียงสองแห่งแล้ว ขณะเดียวกันช่วงวันที่ 26 ถึง 27 กันยายน 2569 มีผู้ป่วยประมาณ 273 รายประสานเข้ามาขอรถรับส่งไปฟอกไต ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าระบบรองรับมีอยู่จริง แต่ผู้ป่วยต้อง “โทรหา” และ “แจ้งปัญหา” ไม่ใช่นั่งรอให้น้ำลด สำหรับยาโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดัน การหยุดยาเองเพราะคิดว่าไปโรงพยาบาลไม่ได้เป็นการเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็น เพราะหน่วยบริการสามารถปรับรอบให้ยา หรือเพิ่มจำนวนยาให้เหมาะกับสถานการณ์น้ำท่วมได้ตามดุลยพินิจ สิ่งที่ต้องทำคือโทรหาหน่วยบริการเดิมหรือหากติดต่อไม่ได้ ให้ใช้สายด่วน 1330 เพื่อขอคำแนะนำและประสานบริการ ไม่ใช่ปรับยาเองตามความรู้สึก
กลุ่มเปราะบางในวิกฤตน้ำท่วม: จากเตียงที่บ้านสู่สายด่วน 1330
วิกฤตน้ำท่วมเผยให้เห็นช่องโหว่ของการดูแลคนป่วยที่ติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนพิการอย่างชัดเจน เพราะต่อให้โรงพยาบาลเปิดตามปกติ ผู้ป่วยบางรายก็ออกจากบ้านหรือเดินทางไปไม่ถึงจากสภาพถนนที่ถูกตัดขาดและน้ำท่วมสูง สาเหตุหลักที่หน่วยบริการต้องรายงานผลกระทบคือบุคลากรเดินทางมาปฏิบัติงานไม่ได้ น้ำท่วมพื้นที่หน่วยบริการ และถนนถูกตัดขาด สิ่งเหล่านี้ทำให้การดูแลต่อเนื่องเสี่ยงจะสะดุดหากครอบครัวไม่รู้ว่าต้องติดต่อใคร ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่ามีผู้ติดเตียง 4,787 คน และผู้ติดบ้าน 4,855 คนในพื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับสภาพน้ำท่วมจริงเพื่อตรวจสอบเป็นรายคนว่าผู้ดูแลหรือเจ้าหน้าที่เข้าถึงบ้านได้หรือไม่ มียาประจำเพียงพอหรือมีนัดพบแพทย์ที่อาจได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นถูกซักซ้อมให้สนับสนุนบริการจำเป็น เช่น พาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ ผ้าอ้อม แผ่นรองซับ และวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยให้การดูแลไม่สะดุดช่วงน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบติดตาม ครอบครัวผู้ติดบ้านติดเตียงยังต้องมีบทบาทสำคัญ หากพบปัญหาจากน้ำท่วมควรติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุขหรือหน่วยบริการที่ดูแลอยู่ก่อน หากติดต่อไม่ได้ ให้โทรสายด่วน สปสช. 1330 พร้อมแจ้งที่อยู่ผู้ป่วย ปัญหาที่พบ และวันนัดรักษาหากมี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยประสานการดูแลถึงบ้าน สิทธิไม่ได้เดินไปหาผู้ป่วยเอง แต่พร้อมทำงานทันทีเมื่อผู้ป่วยหรือครอบครัวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร
บทสรุป: น้ำท่วมหยุดถนนได้ แต่อย่าปล่อยให้หยุดการรักษา
เมื่ออ่านภาพรวมทั้งหมด จะเห็นชัดว่าระบบบัตรทองในช่วงน้ำท่วมไม่ได้ปล่อยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังฝนหนักรับชะตากรรมลำพัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเร่งดูแลผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาทที่ได้รับผลกระทบให้เข้าถึงบริการสุขภาพและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนหน่วยบริการในพื้นที่ให้จัดบริการรองรับประชาชนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ สิ่งนี้สะท้อนว่าหลักการ “การรักษาต่อเนื่องฉุกเฉิน” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเป้าหมายที่มีมาตรการรองรับจริงทั้งการย้ายหน่วยบริการ การเพิ่มยา การขยายเตียงฟอกไต และการสนับสนุนการดูแลถึงบ้าน อย่างไรก็ตาม ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่การรับรู้สิทธิของประชาชน หลายคนยังคิดว่าเมื่อน้ำท่วมโรงพยาบาลประจำก็ต้องหยุดการรักษา ความคิดนี้ต้องถูกเปลี่ยน เพราะความจริงคือผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการที่หน่วยอื่นได้ทั้งในและต่างจังหวัด ใช้สายด่วน 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และโทร 1669 ได้ทันทีเมื่อเกิดอาการฉุกเฉิน บทสรุปจึงตรงไปตรงมาว่า น้ำท่วมอาจทำให้บ้านเปียก ถนนขาด แต่ไม่ควรทำให้การรักษาหยุด หากเรายึด 6 สิทธิสำคัญไว้ในมือและลงมือใช้สิทธิทันทีที่เห็นว่าน้ำกำลังจะท่วมชีวิตเรา






