ทำความรู้จัก Modern Shag และสิ่งที่ต้องเตรียม
ทรงผม modern shag คือการตัดผมเลเยอร์หลายระดับบนผมยาวปานกลางถึงยาวเพื่อให้ผมดูมีวอลุ่ม เคลื่อนไหวพลิ้วไหว และมีเท็กซ์เจอร์แบบยุ่งนิดๆ แต่ตั้งใจ ผสมผสานเทคนิค layered haircut สไตล์ เข้ากับการเซ็ตให้คลื่นธรรมชาติชัดขึ้น ทำให้ผมดูเบา ไม่ฟู และช่วยเน้นกรอบใบหน้าให้เด่นขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการทรงผมที่ดูมีลูกเล่นแต่ยังดูเข้ากับชีวิตประจำวัน
ก่อนจะเริ่มตัด shag cut ผม สิ่งสำคัญคือสภาพผมและเครื่องมือ ถ้าผมคุณยาวระดับบ่าไปจนถึงกลางหลัง จะทำให้เล่นเลเยอร์ได้สวยที่สุด เพราะมีพื้นที่ให้สร้างความพลิ้วและการไล่น้ำหนัก ผมเส้นเล็กถึงปานกลางจะได้วอลุ่มชัด ส่วนผมหนามากก็จะได้ประโยชน์จากการลดความพองให้ดูเบาและสุขภาพดีขึ้น แต่ต้องเตรียมใจว่าทรงนี้ใช้การเล็มปลายบ่อยสักหน่อยเพื่อคงรูปทรงให้ชัด
เครื่องมือที่ควรมีคือกรรไกรตัดผมคุณภาพดี หวีหางบางสำหรับแบ่งผม แปรงกลมขนาดกลางถึงใหญ่ และดรายเยอร์ดีที่เป่าลมสม่ำเสมอ พร้อมหัวไดร์แบบหัวเป่าเฉพาะจุด เพื่อช่วยดึงคลื่นธรรมชาติให้เด้งขึ้น คนที่ผมหยักศกหรือมีคลื่นบางๆ จะได้เปรียบ เพราะแค่เซ็ตเบาๆ ก็เห็นความพลิ้ว ส่วนคนผมตรงควรเตรียมสเปรย์เพิ่มเท็กซ์เจอร์หรือมูสเบาๆ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของเส้นผม

ขั้นตอนตัด shag cut ผมทีละสเต็ปแบบเพื่อนสอนเพื่อน
หัวใจของการตัด modern shag คือการไล่เลเยอร์ให้ผมดูเบาแต่ไม่บางจนเสียรูปทรง และต้องเคารคลูกคลื่นธรรมชาติของผมเป็นหลัก ไม่ฝืนให้ตรงจนแข็ง ทรงนี้ถ้ารีบและแบ่งช่อไม่ดีจะกลายเป็นผมฟูไร้ทิศทางได้ง่าย ดังนั้นให้คิดว่าคุณกำลังสร้างโครงทรงให้ผม แล้วค่อยเติมเลเยอร์ย่อยๆ เข้าไป การตัดเองที่บ้านทำได้ถ้าคุณใจเย็นและไม่ตัดทีละเยอะเกินไป
- สระผมและเป่าหมาด แปรงให้คลายพันกันก่อน จากนั้นแบ่งผมเป็นชั้นบน กลาง ล่าง ใช้คลิปหนีบเก็บชั้นที่ยังไม่ตัด
- เริ่มจากชั้นกลาง ใช้หวีหางดึงช่อผมเล็กๆ ออกมาทางด้านหน้า แล้วตัดปลายเฉียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้เลเยอร์นุ่ม ไม่เป็นเส้นตรงแข็ง
- สร้างเลเยอร์รอบศีรษะ โดยใช้ช่อแรกเป็นไกด์ความยาว ดึงผมช่อถัดมามาตัดให้ไล่ตามไกด์เดิม ทำวนจนรอบศีรษะในชั้นกลาง
- ปล่อยชั้นบน ดึงช่อผมบริเวณรอบหน้ามาทางใต้คาง ผูกช่อผมด้านซ้ายและขวาให้มาบรรจบใต้คางคล้ายเป็นเครา เพื่อสร้างจุดอ้างอิง
- จากจุดผูกใต้คาง เล็มปลายผมให้โค้งและสั้นกว่าชั้นกลางเล็กน้อย เมื่อปล่อยผมลงเลเยอร์รอบหน้าจะดูรับกรอบหน้าและพลิ้ว
- จัดการชั้นล่างด้วยการเล็มปลายให้บางลงเล็กน้อย ไม่ตัดสั้นมาก เพื่อให้ทรงยังมีน้ำหนักและไม่ดูรุงรังเมื่อเซ็ตเสร็จ
การใช้ช่อผมรอบหน้าแล้วผูกใต้คางช่วยให้คุณเห็นความบาลานซ์ซ้ายขวาอย่างชัดเจนและลดโอกาสตัดเอียงมากเกินไป อย่าตัดเลเยอร์บนให้สั้นเกินคางถ้าคุณยังไม่มั่นใจ เพราะจะทำให้ทรงดูแรงและต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน ทางที่ดีคือค่อยๆ เล็มทีละนิดแล้วส่องกระจกดูการไล่น้ำหนักไปเรื่อยๆ ถ้ารู้สึกว่าเลเยอร์เริ่มชัดแล้ว ให้หยุดและเตรียมเข้าสเต็ปการเซ็ตผมแทน
เทคนิคเซ็ตให้ผมนุ่มลื่นและพลิ้วด้วยดรายเยอร์ดี
ตอนเซ็ต modern shag คือช่วงที่ทรงนี้โชว์เสน่ห์เต็มที่ เครื่องมือสำคัญที่สุดคือดรายเยอร์ดี เพราะลมที่สม่ำเสมอและความร้อนควบคุมได้ช่วยดึงเท็กซ์เจอร์ผมออกมาโดยไม่ทำให้แห้งกรอบ เริ่มจากใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อน แล้วตามด้วยมูสหรือสเปรย์เพิ่มเท็กซ์เจอร์เล็กน้อยบนผมหมาด อย่าเน้นที่โคนมากไปเพื่อหลีกเลี่ยงผมมัน ให้เน้นที่กลางถึงปลายผมเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหว
ระหว่างเป่า ใช้แปรงกลมขนาดกลางม้วนช่อผมออกจากใบหน้าเพื่อเปิดกรอบหน้าและให้เลเยอร์ดูพลิ้ว การยกโคนผมเล็กน้อยช่วยเติมวอลุ่มให้ shag cut ผมดูเบาแต่มีพลัง ถ้าคุณมีคลื่นธรรมชาติอยู่แล้ว อย่าดึงผมให้ตึงเกินไป ให้ใช้เทคนิคเป่าลมไปตามทิศทางที่คลื่นวิ่ง และใช้มือบิดปลายผมเบาๆ แทนการม้วนแรง จะได้ผมนุ่มลื่นและยังรักษาเท็กซ์เจอร์ดิบๆ ที่เป็นเสน่ห์ของทรงนี้
ถ้าอยากเพิ่มมิติให้มากขึ้น สามารถใช้การโทนสีผมแบบเน้นช่วงเลเยอร์ด้านบนให้สว่างกว่าด้านในเล็กน้อย จะทำให้เลเยอร์ดูมีเงาและความลึกโดยไม่ต้องเซ็ตเยอะ ทุกครั้งหลังเซ็ตเสร็จให้ใช้เซรั่มหรือออยล์เบาบางเฉพาะช่วงปลายเพื่อลดชี้ฟู ระวังไม่ลงผลิตภัณฑ์มันๆ เยอะที่โคนผม เพราะ shag cut มักจะเน้นโคนที่เบาและมีอากาศแทรก ถ้าโคนมัน ทรงจะดูแฟบและเสียรูป
การดูแลและเล็มรักษาทรง shag ให้สวยยาวนาน
เมื่อได้ทรง modern shag ที่ถูกใจแล้ว งานดูแลต่อเนื่องสำคัญพอๆ กับขั้นตอนตัด เพราะเลเยอร์เป็นส่วนที่เสียทรงง่ายจากการแตกปลายและความแห้ง ถ้าปล่อยยาวเกินไป เลเยอร์จะเริ่มผสมกันจนกลายเป็นก้อนผมฟูๆ แทนที่จะเป็นการไล่ชั้นอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะคนที่ใช้ดรายเยอร์ดีและแปรงกลมเป็นประจำ ผมย่อมสัมผัสความร้อนบ่อย จึงต้องชดเชยด้วยการบำรุงและเล็มปลายสม่ำเสมอ
แนวทางที่ดีคือเล็มปลายทุกๆ 6-8 สัปดาห์เพื่อรักษาความชัดของเลเยอร์และป้องกันผมแตกปลายไม่ให้ลามขึ้นไปด้านบน การเล็มไม่ต้องเปลี่ยนทรง เพียงแค่ตัดส่วนปลายที่เริ่มแห้งหรือแตกออกเล็กน้อย แล้วตรวจดูว่าชั้นบนสุดยังรับกับชั้นกลางสวยไหม ถ้าผมยาวเร็วและคุณชอบเลเยอร์ชัด อาจลดช่วงเวลาลงเหลือประมาณ 6 สัปดาห์ เพื่อให้กรอบหน้าดูสดใหม่ตลอด
การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงให้เหมาะก็ช่วยยืดอายุความสวยของทรง shag cut ผมได้ดี แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่เน้นผมนุ่มลื่นแต่ไม่หนักเกินไปจะช่วยให้เลเยอร์ไม่ถูกถ่วงจนแฟบ ส่วนมาส์กผมใช้สัปดาห์ละครั้งเน้นกลางถึงปลายผมเป็นหลัก ถ้าคุณทำสีหรือไฮไลต์ให้มีมิติ ต้องใส่ใจผลิตภัณฑ์สำหรับผมทำสีเพื่อไม่ให้สีซีดเร็ว สุดท้ายคือการหวีเบาๆ จากปลายขึ้นไปทีละช่วง เพื่อลดการดึงเส้นผมให้เสียทรงเลเยอร์
เล่นเท็กซ์เจอร์และเปลี่ยนลุคด้วยการถักและมัดพลิกกลับ
เมื่อมีเลเยอร์ modern shag อยู่แล้ว คุณสามารถใช้ทรงพื้นฐานนี้ต่อยอดไปเป็นทรงถักและมัดแบบพลิกกลับได้หลายสไตล์ หนึ่งในเทคนิคสนุกๆ คือการใช้ช่อผมด้านหน้าและการผูกใต้คางเพื่อสร้างโครงถักหรือมัดแบบเน็ต ทรงนี้ช่วยอวดเลเยอร์ด้านหลังอย่างสวย เพราะผมถูกจัดโครงให้ซ้อนกันแบบมีจังหวะ แถมยังเหมาะกับวันที่อยากรวบผมครึ่งหัวโดยยังเห็นการไล่ชั้นเด้งๆ อยู่ด้านหลัง
ตัวอย่างหนึ่งคือการเริ่มจากช่อผมด้านหน้า ผูกให้มาบรรจบกันใต้คางโดยเว้นช่องเล็กๆ ในปมผูก จากนั้นเมื่อพลิกผมกลับไปด้านหลัง เส้นผมจะไหลผ่านช่องนั้นกลายเป็นฐานของการถักคล้ายเปียแบบดึงผ่าน แล้วค่อยแบ่งผมส่วนที่เหลือเป็นสองฝั่ง เชื่อมแต่ละช่อเข้ากับช่อข้างๆ ไปเรื่อยๆ จนทั่วศีรษะ ผลลัพธ์คือโครงถักแบบเน็ตที่ปกคลุมด้านหลังอย่างมีมิติ
อีกสไตล์คือการใช้เทคนิคผูกช่อหน้าทั่วศีรษะแล้วพลิกกลับทีละช่อ โดยเริ่มจากด้านข้าง ผูกช่อซ้ายขวาใต้คาง จากนั้นไล่ผูกช่อถัดไปที่อยู่ด้านหลังจนทุกส่วนถูกผูกออกมาข้างหน้าแบบเคราผม แล้วจึงพลิกกลับทีละช่อ พร้อมจัดปลายให้ซ่อนสวย ผลคือทรงถักที่มีโครงสร้างแน่นและดูสง่างามเหมือนเปียของเทพธิดา เหมาะกับคนที่อยากได้ลุคออกงานแต่ไม่อยากถักเปียแบบดั้งเดิม



