ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมกลิ่นหอมมรดกแบรนด์กำลังกลับมาแรงอีกครั้ง

ทำไมกลิ่นหอมมรดกแบรนด์กำลังกลับมาแรงอีกครั้ง
ความสนใจ|น้ำหอม

น้ำหอมคลาสสิกคืออะไร และทำไมทุกคนพูดถึงอีกครั้ง

น้ำหอมคลาสสิก คือกลิ่นหอมที่ถือกำเนิดจากยุคก่อนแต่ยังถูกยอมรับว่าสวยงามร่วมสมัย สะท้อนเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมมรดกแบรนด์ มากกว่าตามแฟชั่นระยะสั้น น้ำหอมเหล่านี้มีเรื่องเล่า มีประวัติ และมักถูกสืบทอดสูตรหรือจิตวิญญาณต่อเนื่องหลายทศวรรษ ผ่านการตีความใหม่แต่ไม่ทิ้งตัวตนเดิม จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความทรงจำของคนรุ่นเก่ากับความอยากลองสิ่งมีคุณภาพของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันแบรนด์หรูเริ่มหยิบกลิ่นเก่ามาแต่งใหม่ เพราะผู้ใช้จำนวนมากเบื่อการเปิดตัวน้ำหอมรุ่นแล้วรุ่นเล่าแบบเปลี่ยนกลิ่นตามฤดูกาล แต่กลับสนใจสิ่งที่ใช้แล้วรู้สึกเหมือนถือครองชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ มากกว่าจะเป็นขวดสวยในกระแสชั่วครั้งเดียว

L’Heure Bleue ของ Guerlain เมื่อเวลา แสง และกลิ่นกลายเป็นหนึ่งเดียว

หากต้องเลือกตัวแทนน้ำหอมคลาสสิกที่นิยามคำว่ากลิ่นหอมมรดกแบรนด์อย่างแท้จริง ชื่อของ L’Heure Bleue น้ำหอม Guerlain ยุคตำนานคือคำตอบ Jacques Guerlain สุคนธกรรุ่นที่ 3 จินตนาการถึง “ช่วงเวลาสนธยา” ช่วงแสงสุดท้ายก่อนฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มเหนือเมืองใหญ่ แล้วรังสรรค์น้ำหอมนี้ขึ้นในปี 1912 เพื่อบันทึกอารมณ์บางเบาแต่ลุ่มลึกของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ทำให้ L’Heure Bleue พิเศษไม่ใช่แค่กลิ่น แต่คือเส้นทางกว่าศตวรรษของแบรนด์ที่สะสมองค์ความรู้ด้านการปรุงน้ำหอม วัตถุดิบล้ำค่า และการสืบทอดศิลปะกลิ่นหอมต่อเนื่องมากกว่าสองร้อยปี ทุกโน้ต ตั้งแต่ความสดชื่นของอากาศยามค่ำคืน ไอริส ดอกส้ม จนถึงวานิลลา ทำงานร่วมกันอย่างนุ่มนวลเหมือนภาพท้องฟ้าที่ค่อยๆ เข้มขึ้น เป็นเรื่องเล่าด้วยกลิ่นมากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งขวด

ทำไมกลิ่นหอมมรดกแบรนด์กำลังกลับมาแรงอีกครั้ง

จากหอจดหมายเหตุสู่ประสบการณ์ร่วมสมัย กลยุทธ์อารมณ์ของน้ำหอม Guerlain

การกลับมาของ L’Heure Bleue ยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่บนชั้นวาง แต่ถูกออกแบบให้เป็นประสบการณ์เต็มรูปแบบ Delphine Jelk ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์น้ำหอมของแบรนด์กลับไปสำรวจช่วงเวลาเดียวกันอีกครั้ง ผ่านมุมมองร่วมสมัยแต่ยังรักษาอารมณ์และมนตร์เสน่ห์เดิมของน้ำหอมรุ่นนี้ไว้ เธอหยิบ “ไอริส” วัตถุดิบสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนาถึง 3 ปี มาปรุงในโทนที่โปร่งเบาและเปล่งประกายยิ่งขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ทำร้ายจิตวิญญาณดั้งเดิม อีกด้านหนึ่ง แบรนด์ยังเปิดพื้นที่ La Réserve des Sublimes ที่รวบรวมเอกสารและประวัติศาสตร์ของกลิ่นระดับไอคอนิกให้แขกได้สัมผัสมรดกกว่า 200 ปีของตนด้วยประสบการณ์ตรง สาระสำคัญคือการใช้คลังกลิ่นเก่าเป็นเครื่องมือทางอารมณ์ เชื่อมคนที่เคยผูกพันกับแบรนด์อยู่แล้วเข้ากับผู้ฟังรุ่นใหม่ที่เพิ่งรู้จักชื่อ L’Heure Bleue

Dolce Gabbana ย้อนยุค เมื่อกลิ่นจากปี 1997 กลับมาหายใจอีกครั้ง

ฝั่งอีกด้านของวงการ Dolce & Gabbana เลือกฟื้นความทรงจำยุค 90 ด้วยการเปิดตัว Re-Edition Collection ที่พา By Man และ By Woman กลับมาสู่โลกปัจจุบัน หลังเปิดตัวครั้งแรกในปี 1997 และถูกยุติการจำหน่ายในปี 2007 กลิ่นเหล่านี้หายไปจากตลาดกว่าเกือบสองทศวรรษ ก่อนจะถูกชุบชีวิตอีกครั้งพร้อมการตีความแบบใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือแบรนด์แทบไม่เปลี่ยนส่วนผสมของ By Man และ By Woman เลย เพราะเป้าหมายของ Re-Edition คือการรักษากลิ่นไอคอนิกของตนให้คงอยู่ By Man ยังคงเอกลักษณ์ตระกูล amber spice ด้วยลูกเล่นจากลูกจันทน์เทศ พริกไทยดำ ลาเวนเดอร์ และไม้หอมให้โทนอุ่นเหมาะกับอากาศเย็น ขณะที่ By Woman ใช้ชั้นกลิ่นดอกไม้และไม้ ผสมความขมอ่อนของกาแฟและไม้จันทน์ให้สมดุลความหวานกับความลึก ส่วนขวดก็เลือกใช้ดีไซน์ลายสัตว์จากยุค 1997 อีกครั้ง กลายเป็นน้ำหอมที่ทั้งกลิ่นและรูปลักษณ์เล่าเรื่องยุคสมัยเดิมได้ครบ

จากกระแสสู่ความยั่งยืน ผู้ใช้น้ำหอมกำลังเลือก “เวลา” แทน “ความใหม่”

การกลับมาของน้ำหอมคลาสสิกไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่นย้อนยุค แต่สะท้อนทิศทางความต้องการใหม่ของผู้ใช้ที่เริ่มตั้งคำถามกับน้ำหอมออกใหม่ถี่ๆ ที่เปลี่ยนกลิ่นตามกระแส สำหรับคนที่ชอบกลิ่นวินเทจหรืออยากรู้ว่า “ปี 1997 มีกลิ่นอย่างไร” การเลือก By Man และ By Woman คือการทดลองสวมอดีตบนผิวตัวเอง ขณะที่คนที่อยากถือครองประวัติศาสตร์อันยาวนานอาจหันไปหา L’Heure Bleue ซึ่งถูกมองว่าเป็นบทบันทึกแรงบันดาลใจของแบรนด์มากกว่าน้ำหอมธรรมดา ในมุมของแบรนด์ การใช้หอจดหมายเหตุของตนไม่ใช่แค่การขุดของเก่ามาขาย แต่คือการสร้างสะพานอารมณ์ระหว่างลูกค้ารุ่นเก่าที่มีความทรงจำกับกลิ่นเดิม กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาความหมายมากกว่ากลิ่นหอมระยะสั้น Re-Edition ของ Dolce & Gabbana จึงเน้นการรักษากลิ่นไอคอนิก ขณะที่ทางอีกแบรนด์เปิดให้คนได้เรียนรู้เบื้องหลังศาสตร์การปรุงกลิ่นอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้บอกชัดว่าน้ำหอมในยุคนี้ไม่ชนะกันที่ความใหม่ แต่ชนะกันที่เรื่องเล่าและคุณภาพที่อยู่เหนือเวลา

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!