Functional Probiotic คืออะไร และทำไมต้องสายพันธุ์ไทย
Functional Probiotic คือจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ถูกคัดเลือกและศึกษาทางวิทยาศาสตร์ให้มีคุณสมบัติเฉพาะเพื่อช่วยดูแลปัญหาสุขภาพเฉพาะด้าน เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติ หรือการเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง โดยต่างจากโพรไบโอติกทั่วไปที่เน้นเพียงสมดุลลำไส้ เพราะ Functional Probiotic จะมีสายพันธุ์ชัดเจน ข้อมูลการทดสอบ และเป้าหมายสุขภาพที่ระบุไว้ชัดเจน การที่อินโนบิกและ วว.เลือกต่อยอดโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยไม่ใช่แค่เรื่องความภาคภูมิใจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีววิทยาที่มองเห็นว่า ทรัพยากรจุลินทรีย์ในประเทศสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันในตลาด Functional Food ทั่วโลก เมื่อผสมกับงานวิจัยการค้าและระบบกำกับดูแล ทำให้โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงผงหรือแคปซูลในชั้นวาง แต่เป็นเครื่องมือเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพต่อการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว

จากแล็บสู่ชั้นวางสินค้า Probiotic Daily Balance และ LD-Less
จุดที่น่าสนใจที่สุดของโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยในวันนี้คือ งานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่ในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป แต่ถูกแปลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้ได้จริงแล้ว อินโนบิกมีผลิตภัณฑ์หลักสองตัวที่สะท้อนการแปลงองค์ความรู้เป็นสินค้าอย่างชัดเจน ได้แก่ Probiotic Daily Balance ซึ่งเป็นซินไบโอติกกลุ่มโพรไบโอติกทั่วไปเพื่อช่วยสนับสนุนสมดุลระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Bifidobacterium breve TISTR 2986 และ Bacillus coagulans TISTR 2952 ร่วมกับพรีไบโอติก Resistant Maltodextrin อีกตัวคือ Probiotic LD-Less ที่วางตัวเป็น Functional Probiotic ด้านไขมันในเลือด ใช้ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 ซึ่งมีข้อมูลการศึกษาเชิงคลินิกชี้ว่า การรับประทานต่อเนื่อง 90 วันช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL เมื่อเทียบกับยาหลอก ผลิตภัณฑ์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่าโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยสามารถผ่านกระบวนการคัดเลือก ทดสอบ และพัฒนาตำรับจนกลายเป็นทางเลือกสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงผลงานตีพิมพ์ในวารสาร

โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยกับโจทย์โรค NCDs และเมตาบอลิซึม
มุมสำคัญที่ทำให้โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยน่าจับตา คือการที่งานวิจัยหันไปโฟกัสโจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุขอย่างโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อินโนบิกประกาศชัดว่าการต่อยอด Functional Probiotic จะมุ่งไปที่กลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูง โดยร่วมกับ วว. วิจัยโพรไบโอติกเพื่อใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการเฉพาะทางที่แยกจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอยู่แล้ว ในด้านเมตาบอลิซึม อินโนบิกยังทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนเพื่อศึกษาสายพันธุ์ Lacticaseibacillus zeae TISTR 2529 และ Limosilactobacillus reuteri TISTR 2736 สำหรับการดูแลภาวะไขมันพอกตับ แนวทางนี้สะท้อนวิธีคิดใหม่ที่มองเทคโนโลยีชีววิทยาไม่ใช่แค่การปรับลำไส้ให้ดีขึ้น แต่เป็นการออกแบบจุลินทรีย์ให้ตอบโจทย์ความผิดปกติของเมตาบอลิซึมในระดับระบบ ซึ่งเป็นแกนกลางของหลายโรคเรื้อรัง

โมเดลความร่วมมือมหาวิทยาลัย–เอกชน เร่งงานวิจัยการค้า
เบื้องหลังความก้าวหน้าของโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยคือการจัดระบบความร่วมมือที่ค่อนข้างต่างจากรูปแบบเดิม อินโนบิกวางบทบาทตัวเองเป็น Ecosystem Builder เชื่อมโยงสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ ผู้ผลิต และเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อให้งานวิจัยที่มีศักยภาพเดินทางจากต้นน้ำสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การพิสูจน์คุณสมบัติและความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงช่องทางจำหน่ายผ่านร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาล คำกล่าวของผู้บริหารอินโนบิกที่ว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การขาดงานวิจัยดี แต่คือการไม่ปล่อยให้งานวิจัยติดอยู่ในแล็บ สะท้อนปัญหาคลาสสิกของวงการวิทยาศาสตร์ การที่ TISTR 2593 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเม็ดยาความเสี่ยงต่ำโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงเป็นสัญญาณว่าระบบความร่วมมือนี้เริ่มทำงาน และทำให้องค์ความรู้จุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยขยับเข้าใกล้การเป็นเครื่องมือบำบัดมากขึ้น

ศักยภาพตลาดและก้าวต่อไปของโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย
แม้ผู้บริโภคหลายคนจะมองโพรไบโอติกเป็นแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ตัวเลขการเติบโตของตลาดทั่วโลกกำลังบอกเล่าเรื่องอีกแบบ รายงาน Bigger on the Inside: The Expanding World of Microbiome Therapeutics ระบุว่าตลาดโพรไบโอติกกลุ่ม OTC และ Consumer Health เติบโตเฉลี่ยราว 7% ต่อปีในช่วงปี 2560–2564 และในปี 2564 มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 12% โดยช่วง 9 เดือนแรกปี 2565 ก็ยังเติบโตอีกประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน จำนวนเหล่านี้สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์มีมากขึ้น และตลาดก็กำลังขยายจากสินค้าทั่วไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีสายพันธุ์และคุณสมบัติเฉพาะ ด้านงานวิจัย วว.โดยศูนย์ ICPIM ขึ้นทะเบียนจุลินทรีย์โพรไบโอติกเชิงพาณิชย์แล้วมากกว่า 20 สายพันธุ์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. อีกประมาณ 30 สายพันธุ์ และยังมีสายพันธุ์ในระบบวิจัยอีกประมาณ 35 สายพันธุ์ พร้อมแผนพัฒนาโพรไบโอติกรุ่นใหม่ที่มีความจำเพาะในการดูแลสุขภาพ และยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัดในอนาคต ขณะเดียวกันอินโนบิกก็ศึกษาการขยายผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคนอกประเทศ ซึ่งหากสำเร็จจะทำให้โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยกลายเป็นตัวแทนเทคโนโลยีชีววิทยาในเวทีโลก







