ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

โรคเรื้อรังไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป: ภาษีอาหารไม่ดีคือการเมืองเรื่องชีวิต

ภาษีอาหารไม่ดี คือมาตรการภาษีทางสุขภาพที่มุ่งเพิ่มราคาสินค้าและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมอย่างน้ำตาลสูง โซเดียมสูง แอลกอฮอล์ และยาสูบ เพื่อทำให้การบริโภคสินค้าที่ทำลายสุขภาพยากขึ้น ลดแรงจูงใจเชิงราคา และสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการป้องกันโรคเรื้อรังตั้งแต่ต้นทางมากกว่ารอรักษาเมื่อป่วยแล้ว.

หัวใจของนโยบายนี้คือการยอมรับว่า NCDs ในไทยไม่ใช่ภาระของหมอหรือโรงพยาบาล แต่คือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและการตลาดที่ผลักคนให้กินหวาน เค็ม ดื่มเมา และสูบบุหรี่เกินความจำเป็น แพทย์เตือนชัดว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคร่าชีวิตก่อนวัยอันควรและทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี การปล่อยให้ตลาดเสรีกำหนดสุขภาพหมายถึงการยอมให้กำไรของธุรกิจอยู่เหนือชีวิตประชาชน และนี่คือจุดที่นโยบายสุขภาพสาธารณะต้องก้าวเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง.

ในการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 มีการประกาศชัดว่า การแก้ปัญหา NCDs “ไม่ใช่เพียงบอกให้คนดูแลสุขภาพ แต่ต้องออกแบบระบบให้สิ่งที่ดีต่อสุขภาพหาง่าย เลือกง่าย ทำได้จริง และยั่งยืน” นั่นหมายถึงการใช้เครื่องมือด้านภาษี กติกาการตลาด และพื้นที่สาธารณะเพื่อดันทางเลือกสุขภาพดีขึ้นมาเป็นค่าเริ่มต้นของชีวิตประจำวัน.

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

เด็กอายุ 10–19 ปี: เจเนอเรชันที่ถูกปั้นให้ติดหวาน เค็ม เมา ก่อนโตเต็มวัย

ถ้าอยากเห็นอนาคตของระบบสุขภาพ ให้ดูพฤติกรรมของเด็กวัย 10–19 ปีวันนี้ เพราะนี่คือรุ่นที่กำลังถูกหล่อหลอมให้คุ้นชินกับน้ำตาลสูง โซเดียมล้น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ จากการสำรวจพบว่าเด็กกลุ่มนี้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระดับน่าตกใจ ทั้งการกินหวาน เค็ม การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ ซึ่งจะกลายเป็นภาระ NCDs ในไทยอีกหลายสิบปีข้างหน้า.

สัญญาณอันตรายยิ่งกว่านั้นคือภาวะอ้วน ความดันสูง และไขมันผิดปกติที่เริ่มปรากฏตั้งแต่วัยรุ่น ขณะที่สินค้าทำลายสุขภาพถูกวางขายรอบโรงเรียน ชุมชน และโลกออนไลน์ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เน้นราคาถูกและเข้าถึงง่าย การบอกให้เด็ก ‘รับผิดชอบตัวเอง’ จึงเป็นคำแนะนำที่ไม่แฟร์ เมื่ออีกฟากหนึ่งคือทั้งอุตสาหกรรมกำลังแข่งขันกันทำให้การเลือกไม่ดีง่ายกว่าเสมอ.

นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาษีอาหารไม่ดีและมาตรการจำกัดการเข้าถึงแอลกอฮอล์กับบุหรี่จึงถูกผลักดันอย่างหนัก แพทย์เรียกร้องให้รัฐขึ้นภาษีสินค้าทำลายสุขภาพและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตร้านสุรา–บุหรี่ เพื่อลดจำนวนร้าน ลดความสะดวกในการเข้าถึง และชะลอการเริ่มต้นพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชน. ถ้ารัฐลังเลวันนี้ เด็กวัยสิบกว่าปีที่ดู “ยังแข็งแรง” จะกลายเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังในวัยทำงานเร็วกว่าเดิม.

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

โซเดียมในเด็กและคนรุ่นใหม่: กินเค็มวันนี้ จ่ายดอกเบี้ยความดันสูงตลอดชีวิต

โซเดียมในเด็กกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่ถูกมองข้าม ทั้งที่ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่าเด็กอายุ 10–19 ปีประมาณ 10% เข้าข่ายภาวะความดันโลหิตสูง เพิ่มจากเดิมที่พบราว 9.4%. ขณะเดียวกัน คนอายุ 20 ปีขึ้นไปบริโภคโซเดียมเฉลี่ยถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับคำแนะนำไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเกือบสองเท่าของเกณฑ์. นี่ไม่ใช่เรื่องปากเค็ม แต่คือใบเบิกทางสู่โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และไตเรื้อรัง.

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กหนึ่งคนอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือขนมขบเคี้ยว แต่อยู่ที่ทั้งระบบอาหารราคาถูกกำลังหมุนรอบสินค้าเกลือสูงที่พร้อมเสิร์ฟทุกมื้อ รายงานการสำรวจพฤติกรรมการกินพบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำวันในคนอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งสะท้อนว่าความเค็มไม่ได้มาจากหม้อในบ้านเท่านั้น แต่มาจากโรงงานและสายพานการตลาด.

เครือข่ายลดบริโภคเค็มจึงเสนอให้ใช้ภาษีโซเดียมเป็น ‘ตัวกดเกม’ เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตลดเกลือในอาหาร โดยเดินคู่กับการกำหนดมาตรฐานโซเดียมในผลิตภัณฑ์. ภายใน 2–5 ปีข้างหน้า มีแผนพัฒนาสารทดแทนเกลือและจัดหาเครื่องวัดความเค็มหรือ Salt Meter ประมาณ 20,000 เครื่องในชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้การป้องกันโซเดียมเกินเป็นเรื่องจับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำเตือนบนโปสเตอร์. ถ้าใครยังมองว่าภาษีโซเดียมคือการยุ่งกับรสชาติชีวิต ก็ควรคิดใหม่ว่ารสชาติเค็มวันนี้อาจหมายถึงค่ารักษาและไตวายในวันหน้า.

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

ควันบุหรี่ในบ้าน: เสรีภาพของคนสูบกับชีวิตของเด็กทารก

ภาษีอาหารไม่ดีมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นการล้ำเสรีภาพผู้บริโภค แต่คำถามที่ควรถามกลับคือ เสรีภาพของคนหนึ่งคนมีค่ามากกว่าชีวิตของเด็กอีกคนหรือไม่? ตัวเลขล่าสุดบอกเราว่ามีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านสูงถึง 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 3.4 ล้านคน. เด็กเล็กจำนวนมากไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ในบ้านที่มีกลิ่นควันหรือไม่ แต่ต้องรับพิษทุกวันแบบไม่มีเสียง.

กุมารแพทย์เตือนชัดว่าควันบุหรี่ทั้งมือสองและมือสามเพิ่มความเสี่ยงให้เด็กทารกเกิดภาวะใหลตาย หรือ Sudden Infant Death Syndrome (SIDS). ข้อมูลอีกชุดชี้ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่อยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่มีสัดส่วนสูง และกว่า 80% มีอาการป่วยทางเดินหายใจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง. การอ้างว่า “สูบที่ระเบียง” หรือ “เปิดหน้าต่างแล้ว” จึงเป็นข้อแก้ตัวที่รับไม่ได้เมื่อเรารู้ว่าควันและสารพิษกระจายทั่วบ้าน.

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ภาคีด้านสุขภาพกำลังผลักดันให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง พร้อมโครงการนำร่อง “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า” ในศูนย์เด็กเล็กหลายแห่งตลอดปี เพื่อย้ำว่าการสูบบุหรี่ในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือภัยสุขภาพของทุกคนในครอบครัว. ถ้ารัฐไม่เสริมด้วยนโยบายภาษี ยกเลิกภาพลักษณ์ “สินค้าปกติ” ของยาสูบ และจำกัดการเข้าถึงอย่างจริงจัง เด็กจำนวนมากจะยังต้องโตในบ้านที่อากาศเต็มไปด้วยสารพิษ.

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

จากภาษีสู่ Health Point: 5 เสาใหญ่ของนโยบายสุขภาพสาธารณะที่ต้องเดินพร้อมกัน

การป้องกันโรคเรื้อรังให้ได้ผลไม่อาจอาศัยภาษีอาหารไม่ดีอย่างเดียว จึงมีการเสนอกรอบ 5 เสาหลักเพื่อป้องกัน NCDs ตั้งแต่ต้นทาง โดยย้ำว่าต้องออกแบบระบบให้ “สุขภาพดีเป็นทางเลือกที่ง่ายและเป็นไปได้จริง” ไม่ใช่กิจกรรมพิเศษเฉพาะคนมีเวลาและรายได้.

เสาที่หนึ่งคือมาตรการการเงินการคลัง ใช้ภาษีและมาตรการด้านราคาลดการบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพ ทั้งหวาน เค็ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ เสาที่สองคือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Nudge) ออกแบบทางเลือกและสภาพแวดล้อมให้การเลือกสุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย เสาที่สามคือระบบแรงจูงใจ เช่น Health Point และ Calories Credit Challenge (CCC) ที่เชื่อมพฤติกรรมสุขภาพดีเข้ากับคะแนนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ.

เสาที่สี่คือการสร้าง Healthy Public Space สนับสนุนท้องถิ่นลงทุนพื้นที่เดิน ปั่น ออกกำลังกาย และเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ ส่วนเสาที่ห้าคือการยกระดับ NCD Ecosystem ให้เป็นวาระร่วม เชื่อมหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น เอกชน วิชาการ ประชาสังคม และประชาชน ผ่านกลไกสมัชชาสุขภาพ. บทสรุปจึงชัดเจนว่า ถ้าเราต้องการป้องกันโรคเรื้อรังอย่างจริงจัง เราต้องกล้าทำให้สินค้าที่ทำลายสุขภาพแพงและเข้าถึงยากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพราคาถูก ง่าย และใกล้ตัวมากขึ้น นี่ไม่ใช่สงครามกับผู้บริโภค แต่คือสงครามเพื่อคืนอนาคตให้เด็กและเยาวชน.

ภาษีอาหารไม่ดีกับศึกใหญ่โรคเรื้อรัง: ทำไมรัฐต้องลงดาบน้ำตาล เกลือ เหล้า และควัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Seagull เครื่องปั่นพกพาสุดสมาร์ท ตอบโจทย์สายรักสุขภาพยุคใหม่

Seagull เครื่องปั่นพกพาสุดสมาร์ท ตอบโจทย์สายรักสุขภาพยุคใหม่

ทิป เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องโชคลางในชีวิตประจำวัน ที่คนยังทำกันจนถึงปัจจุบัน

ความเชื่อเรื่องโชคลางในชีวิตประจำวัน ที่คนยังทำกันจนถึงปัจจุบัน

มุม วัฒนธรรมดั้งเดิม26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องกิเลน สัตว์มงคลที่เชื่อว่านำความสงบสุขมาให้

ความเชื่อเรื่องกิเลน สัตว์มงคลที่เชื่อว่านำความสงบสุขมาให้

ทิป การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องปลาคาร์ปกับความพยายาม สัญลักษณ์ของความสำเร็จในวัฒนธรรมเอเชีย

ความเชื่อเรื่องปลาคาร์ปกับความพยายาม สัญลักษณ์ของความสำเร็จในวัฒนธรรมเอเชีย

มุม ปลาสวยงาม26 มี.ค. 2569
ความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลก

ความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติและการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลก

มุม ธรรมชาติและทิวทัศน์26 มี.ค. 2569
สะพายกระเป๋าข้างเดียวทุกวัน ระวังไหล่พังแบบไม่รู้ตัว

สะพายกระเป๋าข้างเดียวทุกวัน ระวังไหล่พังแบบไม่รู้ตัว

ทิป การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี26 มี.ค. 2569
Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!