AI ค้นข้อมูลคืออะไร และทำไมคนส่วนใหญ่ยังใช้แบบเดิม
AI ค้นข้อมูล คือการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยหาคำตอบจากข้อมูลจำนวนมาก แทนการพิมพ์คำค้นในเสิร์ชเอนจินแล้วเลื่อนอ่านลิงก์ทีละหน้า AI แบบใหม่สามารถสรุป วิเคราะห์ และจัดโครงสร้างคำตอบจากหลายแหล่งข้อมูลให้เสร็จในครั้งเดียว พร้อมทั้งรองรับคำสั่งซับซ้อนที่มีบริบท เช่น ขอเปรียบเทียบนโยบาย เขียนรายงาน หรือสังเคราะห์ข้อค้นพบเชิงลึกจากเอกสารจำนวนมาก โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะเทคนิคขั้นสูงก็เริ่มใช้ได้
คำถามคือทำไมคนส่วนใหญ่ยังใช้ AI แค่ค้นข้อมูลเหมือนเคย คำตอบเริ่มจากตัวเลขที่น่าคิด เมื่อโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ระบุว่า 80% ของผู้ใช้งาน AI ใช้งานในรูปแบบที่คล้ายการค้นหาข้อมูลใน Google และมีเพียง 20% เท่านั้นที่ใช้ prompt ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้ใช้จำนวนมากมอง AI เป็นแค่เสิร์ชเอนจินรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ผู้ช่วยวิจัยหรือผู้ช่วยทำงานเต็มรูปแบบ ทั้งที่ศักยภาพ AI ขั้นสูงเดินหน้าไปไกลกว่าแค่ตอบคำถามสั้นๆ

ช่องว่างใหญ่ระหว่างศักยภาพ AI ขั้นสูงกับการใช้งานจริง
กรณีของระบบ TH AI Passport ที่มี AI ชื่อ Perplexity พร้อมโมเดล Sonar เป็นตัวอย่างชัดของช่องว่างนี้ ระบบถูกออกแบบให้ใช้งานเป็น AI ค้นข้อมูลที่ทำได้มากกว่าการเสิร์ชลิงก์ทั่วไป เพราะสามารถค้นหาข้อมูลเหมือน Google แล้วให้คำตอบในโหมด AI ที่เขียนสรุปตามสิ่งที่ผู้ใช้ถาม ไม่ใช่แค่เรียงลิงก์ให้ไปอ่านเอง แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังเข้าไปใช้เพียงเพื่อถามคำถามพื้นฐาน เช่น หาข่าว ตรวจคำสะกด หรือค้นข้อมูลทั่วไป
ที่น่าสนใจคือมีฟีเจอร์ขั้นสูงอย่าง Sonar deep research ซึ่งสามารถเขียนบทความ รายงาน พร้อมอ้างอิง แทบเหมือนทำการทบทวนวรรณกรรมให้เสร็จในครั้งเดียว นี่คือศักยภาพ AI ขั้นสูงที่พร้อมใช้งานแล้ว แต่กลับถูกใช้ไม่ถึง เพราะผู้ใช้ยังไม่รู้ว่าฟีเจอร์แบบนี้มีอยู่ หรือไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ผลคือพลังของ AI ที่ควรช่วยย่นเวลางานวิชาการ งานสำนักงาน และงานวิเคราะห์ กลายเป็นเพียงเครื่องมือถามตอบสั้นๆ
Deep Research ฟีเจอร์ที่เปลี่ยน AI จากเครื่องมือค้นหาเป็นผู้ช่วยวิจัย
Deep Research ฟีเจอร์ ในที่นี้หมายถึงโหมดการทำงานของ AI ที่ไม่หยุดแค่ตอบคำถามสั้นๆ แต่ลงลึกถึงระดับวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดระเบียบข้อมูลจากหลายแหล่งให้พร้อมใช้งานเหมือนงานวิจัยย่อส่วน ในระบบ TH AI Passport ฟีเจอร์ Sonar deep research สามารถเขียนบทความหรือรายงานพร้อมอ้างอิงให้คล้ายการทำทบทวนวรรณกรรม นั่นหมายความว่านักศึกษา นักวิจัย หรือคนทำงานที่ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมาก สามารถใช้ AI ค้นข้อมูลแล้วให้ Deep Research ต่อเติมเป็นโครงรายงาน ร่างบท วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หรือสรุปแนวโน้มสำคัญได้ในเวลาไม่นาน
คุณสมบัติแบบนี้คือการเปลี่ยนบทบาท AI จากเสิร์ชเอนจินเป็นผู้ช่วยวิจัยส่วนตัว และยังเปิดให้ทดลองใช้งานในระบบ TH AI Passport โดยผู้ใช้งานสามารถค้นคำถามปกติ แล้วกดต่อยอดด้วยโหมด Deep Research เพื่อให้ AI ขยายคำตอบเป็นบทความยาว พร้อมโครงสร้างชัดเจนและอ้างอิงประกอบ ประโยคที่ควรจดคือ “80% ของผู้ใช้งาน AI ยังใช้เหมือน Google แต่มีเพียง 20% ที่ใช้ prompt ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เพราะมันชี้ตรงจุดว่าปัญหาไม่ใช่ขาดเทคโนโลยี แต่ขาดการใช้ความสามารถที่มีอยู่แล้วให้เต็มที่
พฤติกรรมผู้ใช้ AI ต้องเปลี่ยนจากการถามสั้นๆ เป็นการออกแบบคำสั่ง
เมื่อเทคโนโลยีพร้อม แต่ผู้ใช้ยังติดนิสัยถามแบบสั้นและกว้าง ผลที่ได้จึงมักเป็นคำตอบระดับผิวเผิน การเปลี่ยนไปสู่การใช้ศักยภาพ AI ขั้นสูงเริ่มจากการเรียนรู้การเขียน prompt ที่ชัดเจนและมีบริบท ซึ่งตัวเลข 20% ที่ใช้ prompt ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บอกเราว่ายังมีพื้นที่อีกมากให้ผู้ใช้ฝึกทักษะนี้ การออกแบบคำสั่งที่ดีควรกำหนดเป้าหมายให้ชัด เช่น ขอให้สรุปงานวิจัยเทียบกันสามฉบับ จัดทำตารางเปรียบเทียบนโยบาย หรือเขียนร่างรายงานความยาวกำหนด
ถ้าดูจากคุณสมบัติของ Perplexity ที่ค้นข้อมูลเหมือน Google แล้วสรุปคำตอบในโหมด AI ผู้ใช้ควรคิดว่า AI คือผู้ช่วยทำงานเอกสารมากกว่าผู้ช่วยค้นลิงก์ วิธีใช้ที่คุ้มค่าจึงไม่ใช่ถามคำถามครั้งเดียวแล้วจบ แต่ถามต่อเนื่องเป็นขั้นตอน เช่น เริ่มจากขอภาพรวม จากนั้นขอให้แตกหัวข้อย่อย แล้วขอร่างเนื้อหาตามหัวข้อ ก่อนปิดท้ายด้วยขอให้ตรวจความครบถ้วนและแหล่งอ้างอิง การเปลี่ยนนิสัยเช่นนี้คือสะพานเชื่อมจากการค้นข้อมูลพื้นฐานไปสู่ Deep Research
ทำไมการรับรู้และการศึกษาเรื่อง AI จึงสำคัญต่ออนาคตการทำงาน
เหตุการณ์ที่นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ใช้โซเชียลมีเดียเวลา 20 20 น วันที่ 8 กันยายน 2569 เพื่อชี้ให้เห็นตัวเลข 80% กับ 20% ของพฤติกรรมผู้ใช้ AI ไม่ใช่แค่ข่าวเทคโนโลยี แต่เป็นสัญญาณว่าการรู้ใช้ AI กลายเป็นทักษะสำคัญของการทำงานยุคใหม่ การให้ข้อมูลว่ามี Perplexity และ Sonar deep research ในระบบ TH AI Passport และเชิญชวนให้ลองใช้ฟรี คือการดันให้คนเริ่มสำรวจความสามารถของ AI ที่เกินกว่าการค้นข้อมูลทั่วไป
อนาคตของการทำงานจะต่างกันชัดระหว่างคนที่ใช้ AI แค่ถามคำถาม กับคนที่ใช้ AI ทำ Deep Research ฟีเจอร์เพื่อย่นระยะงานคิด งานเขียน และงานวิเคราะห์ การปิดช่องว่างระหว่างศักยภาพ AI ขั้นสูงกับการใช้งานจริงจึงต้องเริ่มจากการรับรู้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีอยู่ การศึกษาเบื้องต้นเรื่อง prompt และการลองใช้โหมดขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง หากวันนี้เรายังใช้ AI เหมือนเสิร์ชเอนจินเมื่อสิบปีก่อน เราก็กำลังปล่อยให้โอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหลุดมือไปวันละนิดโดยไม่รู้ตัว




